
กู้ร่วมซื้อบ้าน 2569 กู้ร่วมกับใครได้บ้าง ข้อดี-ข้อเสีย ถอนชื่อได้ไหม
กู้ร่วมคือการที่คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปเป็นลูกหนี้ในสัญญาสินเชื่อบ้านฉบับเดียวกัน ธนาคารจึงเอารายได้ของทุกคนมารวมกันเพื่อคำนวณวงเงิน แลกกับการที่ทุกคนต้องรับผิดในหนี้ก้อนเดียวกันเต็มจำนวน ประโยคหลังคือส่วนที่คนมองข้ามบ่อยที่สุด เพราะการเป็นลูกหนี้ร่วมไม่ได้แปลว่ารับผิดคนละครึ่ง แต่แปลว่าธนาคารเรียกให้ใครคนหนึ่งจ่ายทั้งก้อนก็ได้
ตัวเลขที่ทำให้เห็นภาพชัดที่สุด คนโสดรายได้เดือนละ 50,000 บาท กู้ซื้อคอนโดได้วงเงินราว 3.3 ล้านบาท ซึ่งยังไม่พอสำหรับห้อง 1 ห้องนอนราคากลาง 5.49 ล้านบาทในพอร์ต SW19 แต่ถ้ากู้ร่วมกับอีกคนที่มีรายได้เท่ากัน วงเงินรวมขยับขึ้นเป็นราว 6.6 ล้านบาททันที นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนจำนวนมากถึงเลือกกู้ร่วม และก็เป็นเหตุผลว่าทำไมต้องคุยกันให้จบก่อนเซ็น
บทความนี้อธิบายว่ากู้ร่วมกับใครได้บ้างในปี 2569 วงเงินเพิ่มจริงเท่าไร กรรมสิทธิ์กับหนี้แยกกันอย่างไร LTV และสิทธิลดหย่อนภาษีคิดยังไง และถ้าวันหนึ่งอยากถอนชื่อออกจะทำได้แค่ไหน
กู้ร่วมคืออะไร ต่างจากผู้ค้ำประกันยังไง
ผู้กู้ร่วมคือลูกหนี้โดยตรงตั้งแต่วันแรก ส่วนผู้ค้ำประกันคือคนที่เข้ามารับผิดเมื่อลูกหนี้ผิดนัดแล้วเท่านั้น สองสถานะนี้ต่างกันมากทั้งในแง่ภาระ เครดิต และสิทธิในตัวทรัพย์ แต่คนมักใช้คำสลับกันจนตัดสินใจผิด
| ประเด็น | ผู้กู้ร่วม | ผู้ค้ำประกัน |
|---|---|---|
| สถานะทางกฎหมาย | ลูกหนี้ร่วม ธนาคารเรียกให้ชำระเต็มจำนวนได้ทันทีที่ผิดนัด | ผู้ค้ำ ธนาคารต้องทวงถามลูกหนี้ก่อนตามลำดับที่กฎหมายกำหนด |
| รายได้ถูกนำมารวมคำนวณวงเงิน | รวม จึงทำให้วงเงินเพิ่มขึ้น | ไม่รวม ไม่ช่วยเพิ่มวงเงิน แต่ช่วยเรื่องความมั่นใจของธนาคาร |
| ปรากฏในเครดิตบูโร | ปรากฏเป็นภาระหนี้ของตัวเองเต็มจำนวน | ปรากฏเป็นภาระผูกพัน แต่ไม่ใช่หนี้ของตัวเองโดยตรง |
| มีชื่อในโฉนดได้ไหม | ได้ และโดยทั่วไปควรมี | ไม่มี |
| สิทธิลดหย่อนดอกเบี้ยบ้าน | มี โดยเฉลี่ยตามจำนวนผู้กู้ร่วม | ไม่มี |
| ผลต่อการกู้ครั้งถัดไปของตัวเอง | ภาระหนี้เต็มก้อนถูกนับใน DSR | ธนาคารพิจารณาเป็นความเสี่ยงแฝง น้ำหนักน้อยกว่า |
จุดที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันคือ ความรับผิดของลูกหนี้ร่วมไม่ได้แบ่งครึ่ง ถ้าสองคนกู้ร่วมกัน 5 ล้านบาทแล้วอีกฝ่ายหยุดจ่าย ธนาคารไม่ได้ตามเก็บจากอีกฝ่ายแค่ 2.5 ล้านบาท แต่ตามเก็บได้ทั้ง 5 ล้านบาทจากคนที่ยังจ่ายได้ การ "ตกลงกันเองว่าจ่ายคนละครึ่ง" มีผลผูกพันกันเองสองฝ่ายเท่านั้น ไม่มีผลกับธนาคาร
ผลข้างเคียงอีกข้อที่คนมองข้าม คือภาระหนี้ก้อนนี้จะติดอยู่ในเครดิตบูโรของผู้กู้ร่วมทุกคนเต็มจำนวน หมายความว่าถ้าอีก 3 ปีข้างหน้าคุณอยากกู้ซื้อรถหรือซื้อบ้านของตัวเอง ธนาคารจะเห็นค่างวดบ้านหลังนี้เป็นภาระของคุณทั้งก้อน ไม่ใช่ครึ่งเดียว ซึ่งกดความสามารถในการกู้ครั้งถัดไปลงมาก รายละเอียดเรื่องเกณฑ์ที่ธนาคารใช้พิจารณาอยู่ในเตรียมตัวขอสินเชื่อบ้าน
กู้ร่วมกับใครได้บ้าง
โดยหลักธนาคารให้กู้ร่วมกับคนที่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติหรือความสัมพันธ์ที่พิสูจน์ได้ ได้แก่ คู่สมรส พี่น้องท้องเดียวกัน พ่อแม่กับลูก และคู่ชีวิตที่มีหลักฐานความสัมพันธ์ เหตุผลคือธนาคารต้องการความมั่นใจว่าผู้กู้ร่วมจะไม่หายไปกลางคัน ไม่ใช่การกีดกัน แต่ละธนาคารจึงกำหนดเงื่อนไขต่างกันได้ในรายละเอียด
| ความสัมพันธ์ | โดยทั่วไปกู้ร่วมได้ไหม | เอกสารที่ใช้พิสูจน์ |
|---|---|---|
| คู่สมรสจดทะเบียน (ทุกเพศ) | ได้ทุกธนาคาร เป็นกรณีที่ง่ายที่สุด | ทะเบียนสมรส |
| พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน | ได้ทุกธนาคาร | สูติบัตร ทะเบียนบ้าน หรือหนังสือรับรองความสัมพันธ์ |
| พ่อแม่กับบุตร | ได้ทุกธนาคาร แต่ดูอายุผู้สูงวัยประกอบระยะเวลาผ่อน | สูติบัตร ทะเบียนบ้าน |
| คู่รักที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส | หลายธนาคารรับ แต่ต้องมีหลักฐานความสัมพันธ์ | ภาพถ่ายงานแต่ง การ์ดเชิญ บัญชีเงินฝากร่วม ทะเบียนบ้านเดียวกัน หรือมีบุตรร่วมกัน |
| ญาติสายอื่น เช่น ลุง ป้า น้า อา ลูกพี่ลูกน้อง | บางธนาคารเท่านั้น ต้องสอบถามเป็นรายกรณี | เอกสารแสดงความเกี่ยวพันทางทะเบียน |
| เพื่อนหรือหุ้นส่วนธุรกิจ | ส่วนใหญ่ไม่รับสำหรับสินเชื่อบ้านเพื่ออยู่อาศัย | - |
ประเด็นสำคัญของปี 2569 คือ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียม มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2568 ทำให้คู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสได้ตามกฎหมาย และเมื่อจดทะเบียนแล้วก็มีสถานะเป็น "คู่สมรส" เต็มรูปแบบในสายตาธนาคาร จึงกู้ร่วมได้เหมือนคู่สมรสต่างเพศทุกประการ โดยไม่ต้องหาหลักฐานความสัมพันธ์แบบเดิมอีก และได้สิทธิในทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา รวมถึงสิทธิในการเป็นทายาทโดยธรรมด้วย
เรื่องจำนวนคน ธนาคารส่วนใหญ่ให้กู้ร่วมได้ไม่เกิน 3 คน บางแห่งจำกัดที่ 2 คน และการเพิ่มคนที่สามไม่ได้แปลว่าวงเงินจะเพิ่มตามสัดส่วนเสมอไป เพราะธนาคารจะดูอายุของผู้กู้ที่มากที่สุดประกอบกับระยะเวลาผ่อน โดยทั่วไปใช้เกณฑ์อายุผู้กู้บวกระยะเวลาผ่อนต้องไม่เกิน 65-70 ปี ดังนั้นการดึงพ่อแม่วัย 60 ปีมากู้ร่วมอาจทำให้ระยะเวลาผ่อนสั้นลงเหลือ 5-10 ปี ซึ่งดันค่างวดขึ้นสูงจนเสียประโยชน์มากกว่าได้
กู้ร่วมทำให้วงเงินเพิ่มขึ้นเท่าไร
ธนาคารเอารายได้สุทธิของผู้กู้ทุกคนมารวมกัน แล้วคำนวณว่าค่างวดต่อเดือนต้องไม่เกินสัดส่วนที่กำหนด ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ที่ 40% ของรายได้รวมสำหรับผู้มีรายได้ประจำ ผลคือวงเงินโตขึ้นเกือบเป็นสัดส่วนตรงกับรายได้ที่เพิ่มเข้ามา หากผู้กู้ร่วมไม่มีหนี้เดิมติดตัว
ตารางแรกแสดงวงเงินสูงสุดตามรายได้รวม คิดที่ดอกเบี้ยเฉลี่ย 6% ต่อปี ผ่อน 30 ปี และให้ค่างวดไม่เกิน 40% ของรายได้
| รายได้รวมของผู้กู้ทุกคน | ค่างวดที่ธนาคารมองว่าไหว | วงเงินกู้สูงสุดโดยประมาณ |
|---|---|---|
| 25,000 บ./เดือน | 10,000 บ. | 1.67 ล้านบาท |
| 30,000 บ./เดือน | 12,000 บ. | 2.00 ล้านบาท |
| 40,000 บ./เดือน | 16,000 บ. | 2.67 ล้านบาท |
| 50,000 บ./เดือน | 20,000 บ. | 3.34 ล้านบาท |
| 60,000 บ./เดือน | 24,000 บ. | 4.00 ล้านบาท |
| 80,000 บ./เดือน | 32,000 บ. | 5.34 ล้านบาท |
| 100,000 บ./เดือน | 40,000 บ. | 6.67 ล้านบาท |
| 150,000 บ./เดือน | 60,000 บ. | 10.01 ล้านบาท |
ตารางที่สองกลับด้าน คือเริ่มจากราคาทรัพย์จริง แล้วดูว่าต้องมีรายได้เท่าไรถึงจะกู้ผ่าน ราคาที่ใช้เป็นค่ากลางจากประกาศขายคอนโดในพอร์ต SW19 เดือนสิงหาคม 2569 (329 รายการที่ระบุราคา) คำนวณที่ดอกเบี้ย 6% ผ่อน 30 ปี กู้เต็มราคา
| ทรัพย์ | ราคา | ค่างวด/เดือน | กู้เดี่ยว ต้องมีรายได้ | กู้ร่วม 2 คน คนละ |
|---|---|---|---|---|
| คอนโด 1 ห้องนอน ชานเมือง | 2.00 ล้าน | 11,991 บ. | 29,978 บ. | 14,989 บ. |
| คอนโด 1 ห้องนอน แนวรถไฟฟ้ารอบนอก | 3.50 ล้าน | 20,984 บ. | 52,461 บ. | 26,230 บ. |
| คอนโด 1 ห้องนอน (ค่ากลางพอร์ต SW19) | 5.49 ล้าน | 32,915 บ. | 82,288 บ. | 41,144 บ. |
| คอนโดค่ากลางทั้งพอร์ต SW19 | 7.15 ล้าน | 42,868 บ. | 107,170 บ. | 53,585 บ. |
| คอนโด 2 ห้องนอน (ค่ากลางพอร์ต SW19) | 11.44 ล้าน | 68,589 บ. | 171,471 บ. | 85,736 บ. |
ตัวเลขที่ควรจำติดตัวคือ ทุก 1 ล้านบาทที่กู้ ผ่อน 30 ปี มีค่างวดประมาณ 6,000 บาทต่อเดือนที่ดอกเบี้ย 6% และเปลี่ยนไปตามดอกเบี้ยดังนี้ 5,368 บาทที่ดอกเบี้ย 5% / 5,678 บาทที่ 5.5% / 5,996 บาทที่ 6% / 6,321 บาทที่ 6.5% / 6,653 บาทที่ 7% ใช้ตัวเลขนี้ประเมินคร่าวๆ ได้ทันทีก่อนเดินเข้าธนาคาร
ข้อควรระวังสามข้อที่ทำให้วงเงินจริงต่ำกว่าตาราง
- หนี้เดิมของผู้กู้ร่วมถูกหักออกก่อน — ถ้าผู้กู้ร่วมมีค่างวดรถอยู่ 12,000 บาทต่อเดือน รายได้ที่เหลือให้คำนวณบ้านจะลดลงตามจำนวนนั้น การพาคนที่มีหนี้เยอะมากู้ร่วมอาจไม่ช่วยอะไรเลย
- รายได้ที่ไม่ประจำถูกคิดไม่เต็มจำนวน — ค่าคอมมิชชั่น โอที โบนัส มักถูกคิดเพียง 50-70% หรือใช้ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 6-12 เดือน ผู้ประกอบอาชีพอิสระใช้เกณฑ์ต่างออกไปอีก
- เครดิตของคนที่แย่ที่สุดฉุดทั้งกลุ่ม — ถ้าผู้กู้ร่วมคนใดคนหนึ่งมีประวัติค้างชำระในเครดิตบูโร ธนาคารอาจปฏิเสธทั้งใบคำขอ ไม่ใช่แค่ตัดคนนั้นออก ควรตรวจเครดิตบูโรของทุกคนก่อนยื่น ดูวิธีแก้ได้ที่กู้ซื้อบ้านไม่ผ่าน
ข้อดีและข้อเสียของการกู้ร่วม
ข้อดีหลักคือได้วงเงินและเงื่อนไขที่ดีกว่า ส่วนข้อเสียหลักคือความเสี่ยงที่ผูกกันไว้ยาวถึง 30 ปี ทั้งเรื่องเงินและเรื่องความสัมพันธ์ การชั่งน้ำหนักที่ถูกต้องคือดูว่าถ้าความสัมพันธ์เปลี่ยนไปในอีก 5 ปี เรายังอยู่ได้ไหม ไม่ใช่ดูแค่ว่าวันนี้กู้ผ่านหรือไม่ผ่าน
| ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|
| วงเงินสูงขึ้นตามรายได้รวม เข้าถึงทรัพย์ที่คนเดียวเอื้อมไม่ถึง | ทุกคนรับผิดเต็มจำนวน ไม่ใช่คนละครึ่ง |
| โอกาสอนุมัติสูงขึ้นเมื่อผู้กู้หลักมีรายได้ไม่มั่นคง | ภาระหนี้เต็มก้อนติดเครดิตบูโรของทุกคน กดวงเงินกู้ครั้งถัดไป |
| บางกรณีได้อัตราดอกเบี้ยดีขึ้นเพราะความเสี่ยงต่ำลง | ถ้าอีกฝ่ายหยุดจ่าย เราต้องแบกทั้งก้อนหรือเสียบ้านไป |
| ผ่อนสั้นลงได้ ประหยัดดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญา | จะขายหรือรีไฟแนนซ์ต้องได้ความยินยอมจากทุกคน |
| แบ่งภาระค่างวดกันจริงในทางปฏิบัติ | ถอนชื่อออกภายหลังทำได้ยากและมีค่าใช้จ่าย |
| ช่วยให้ซื้อได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอเก็บเงินอีกหลายปี | ถ้าเลิกกันหรือหย่า สัญญากับธนาคารไม่ได้จบตามไปด้วย |
สิ่งที่ควรทำก่อนเซ็นและแทบไม่มีใครทำ คือ ทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างผู้กู้ร่วมกันเอง ระบุให้ชัดว่าใครออกเงินดาวน์เท่าไร ใครจ่ายค่างวดสัดส่วนเท่าไร ถือกรรมสิทธิ์คนละกี่ส่วน ถ้าฝ่ายหนึ่งอยากออกจะคิดมูลค่ากันอย่างไร และถ้าฝ่ายหนึ่งจ่ายแทนไปก่อนจะเรียกคืนได้ไหม เอกสารนี้ไม่ผูกพันธนาคาร แต่ผูกพันกันเองและใช้เป็นหลักฐานในศาลได้ ต้นทุนคือค่ากระดาษกับเวลาคุยกันหนึ่งเย็น เทียบกับข้อพิพาทที่อาจตามมาถือว่าคุ้มมาก
กรรมสิทธิ์และสัดส่วนการถือครอง
การเป็นผู้กู้ร่วมกับการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นคนละเรื่องกัน กฎหมายไม่ได้บังคับว่าผู้กู้ร่วมต้องมีชื่อในโฉนด แต่ในทางปฏิบัติควรมี เพราะถ้าไม่มีชื่อก็เท่ากับรับหนี้เต็มโดยไม่ได้อะไรตอบแทน ธนาคารเองยอมรับทั้งสองรูปแบบ ขึ้นกับว่าผู้กู้ตกลงกันอย่างไร
เมื่อมีชื่อร่วมกันในโฉนด สถานะที่เกิดขึ้นคือกรรมสิทธิ์รวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีหลักสำคัญที่ควรรู้
| หลักกฎหมาย | ความหมายในทางปฏิบัติ |
|---|---|
| สันนิษฐานว่าเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน | ถ้าไม่ระบุสัดส่วนไว้ กฎหมายถือว่าคนละครึ่ง แม้ฝ่ายหนึ่งจะออกเงินมากกว่าก็ตาม จึงควรระบุสัดส่วนตอนจดทะเบียน |
| เจ้าของรวมจำหน่ายส่วนของตนได้ | ขายเฉพาะส่วนของตัวเองให้คนอื่นได้ แต่ในทางปฏิบัติแทบไม่มีใครซื้อส่วนแบ่งที่ติดจำนอง |
| จำหน่ายทรัพย์ทั้งหมดต้องได้รับความยินยอมจากทุกคน | จะขายบ้านทั้งหลังต้องเซ็นครบทุกชื่อ คนใดคนหนึ่งไม่ยอมก็ขายไม่ได้ |
| เจ้าของรวมเรียกให้แบ่งทรัพย์ได้ | ถ้าตกลงกันไม่ได้ สุดท้ายฟ้องขอแบ่งได้ ซึ่งมักจบที่การขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงิน |
รูปแบบที่พบบ่อยและผลที่ตามมา
- กู้ร่วม 2 คน มีชื่อในโฉนดทั้งคู่ คนละครึ่ง — รูปแบบมาตรฐานสำหรับคู่สมรสและคู่ชีวิต ทั้งคู่เป็นทั้งลูกหนี้และเจ้าของ สมดุลที่สุด
- กู้ร่วมแต่มีชื่อในโฉนดคนเดียว — พบบ่อยกรณีพ่อแม่ช่วยลูกกู้ ผู้กู้ร่วมรับหนี้แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของ ข้อดีคือมีผลกับ LTV ของคนนั้นน้อยกว่า ข้อเสียคือถ้าเจ้าของกรรมสิทธิ์เสียชีวิตหรือมีปัญหา ผู้กู้ร่วมยังต้องจ่ายหนี้ต่อโดยไม่มีสิทธิในตัวทรัพย์
- ถือกรรมสิทธิ์ไม่เท่ากันตามเงินที่ลง — เช่น 70 ต่อ 30 ทำได้โดยระบุตอนจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน วิธีนี้ยุติธรรมที่สุดเมื่อคนหนึ่งออกเงินดาวน์มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับคู่สมรสที่จดทะเบียนแล้ว ทรัพย์ที่ซื้อระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสตามกฎหมาย แม้จะใส่ชื่อคนเดียวก็ตาม ในกรณีนี้การใส่ชื่อในโฉนดจึงมีผลน้อยกว่าคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียน ซึ่งต้องพึ่งชื่อในโฉนดเป็นหลักฐานความเป็นเจ้าของเพียงอย่างเดียว รายละเอียดขั้นตอนวันโอนและการระบุสัดส่วนอยู่ในขั้นตอนโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดิน
LTV กรณีกู้ร่วม นับเป็นสัญญาที่เท่าไร
ธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนปรนไว้ว่า ผู้กู้ร่วมที่ไม่มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จะไม่ถูกนับว่าเป็นผู้กู้ในสัญญานั้น เมื่อไปกู้ซื้อบ้านของตัวเองในอนาคตจึงยังนับเป็นสัญญาที่ 1 เหตุผลคือกรณีเช่นนี้เป็นการช่วยเหลือกันภายในครอบครัว ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อครอบครองที่อยู่อาศัยเพิ่ม
| สถานการณ์ | นับสัญญาอย่างไร |
|---|---|
| A และ B กู้ร่วม โดยมีชื่อในโฉนดทั้งคู่ | นับเป็นสัญญาของทั้ง A และ B |
| A และ B กู้ร่วม แต่มีเพียง A ที่มีชื่อในโฉนด | นับเป็นสัญญาของ A เท่านั้น B ยังถือว่ายังไม่เคยมีสัญญา |
| B ที่เคยกู้ร่วมโดยไม่มีชื่อในโฉนด มากู้ซื้อบ้านของตัวเอง | นับเป็นสัญญาที่ 1 ของ B ได้เต็มสิทธิ |
ข้อควรระวังคือการผ่อนปรนนี้ใช้กับการนับสัญญาเพื่อกำหนดเพดาน LTV เท่านั้น ไม่ได้ลบภาระหนี้ออกจากเครดิตบูโรของผู้กู้ร่วม ธนาคารยังเห็นค่างวดก้อนนั้นเป็นภาระของ B อยู่ดีตอนคำนวณความสามารถในการผ่อน ดังนั้น B อาจได้สิทธิ LTV ของสัญญาแรก แต่กู้ได้วงเงินน้อยลงเพราะรายได้ถูกกินไปกับหนี้เดิม สองเรื่องนี้แยกกัน
สำหรับปี 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงมาตรการผ่อนคลาย LTV ให้กู้ได้เต็ม 100% ของมูลค่าหลักประกันในทุกสัญญา สำหรับสัญญาที่ทำภายในกรอบเวลาของมาตรการ ซึ่งขยายไปถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 พร้อมกับมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท เงื่อนไขครบถ้วนอยู่ในมาตรการรัฐและ LTV และตารางค่าใช้จ่ายวันโอนอยู่ในค่าโอนและค่าจดจำนอง
ภาษีและการลดหย่อนดอกเบี้ยเมื่อกู้ร่วม
สิทธิลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยมีเพดาน 100,000 บาทต่อปีต่อหนึ่งหลัง และเมื่อกู้ร่วมกันหลายคน สิทธินี้จะถูกเฉลี่ยตามจำนวนผู้กู้ร่วม โดยรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท ไม่ใช่คนละ 100,000 บาทอย่างที่หลายคนเข้าใจ นี่คือจุดที่กู้ร่วมอาจเสียเปรียบทางภาษีโดยที่ไม่รู้ตัว
| กรณี | สิทธิลดหย่อนที่แต่ละคนใช้ได้ |
|---|---|
| กู้คนเดียว | ใช้ได้เต็ม 100,000 บาท |
| กู้ร่วม 2 คน | คนละ 50,000 บาท รวมเป็น 100,000 บาท |
| กู้ร่วม 3 คน | คนละ 33,333 บาท รวมเป็น 100,000 บาท |
ผลกระทบจริงขึ้นกับฐานภาษีของแต่ละคน ตัวอย่างเช่น กู้ 3 ล้านบาท ดอกเบี้ยปีแรกราว 180,000 บาท ซึ่งเกินเพดานอยู่แล้ว จึงใช้สิทธิได้ 100,000 บาทเต็มไม่ว่าจะกู้แบบไหน สมมติ A อยู่ฐานภาษี 20% และ B อยู่ฐานภาษี 5%
| รูปแบบ | A ประหยัดภาษี | B ประหยัดภาษี | รวม |
|---|---|---|---|
| A กู้คนเดียว ใช้สิทธิ 100,000 บ. | 20,000 บ. | - | 20,000 บ. |
| A และ B กู้ร่วม คนละ 50,000 บ. | 10,000 บ. | 2,500 บ. | 12,500 บ. |
ความต่าง 7,500 บาทต่อปี หรือราว 75,000 บาทตลอด 10 ปีแรกที่ดอกเบี้ยยังสูง เป็นต้นทุนแฝงที่ควรรู้ไว้ ข้อสรุปที่ใช้ได้คือ ถ้าผู้กู้ร่วมคนหนึ่งมีฐานภาษีสูงกว่าอีกคนมาก และวงเงินที่ต้องการยังกู้เดี่ยวไหว การกู้เดี่ยวได้เปรียบทางภาษี แต่ถ้ากู้เดี่ยวแล้ววงเงินไม่พอ ประโยชน์จากการได้บ้านที่ต้องการย่อมสำคัญกว่าภาษีที่ต่างกันหลักพันบาทต่อปี
สิ่งที่ต้องเตรียมตอนยื่นภาษี คือหนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคาร ซึ่งจะระบุชื่อผู้กู้ทุกคนและยอดดอกเบี้ยที่ชำระในปีนั้น ผู้กู้ร่วมแต่ละคนใช้เอกสารฉบับเดียวกันประกอบการยื่นของตัวเองได้ และควรยื่นสัดส่วนให้ตรงกันทุกคนเพื่อไม่ให้ระบบตรวจพบความไม่สอดคล้อง
ถอนชื่อผู้กู้ร่วมภายหลังทำได้ไหม
ทำได้ แต่ไม่ใช่การขีดชื่อออกจากสัญญาเดิม ต้องทำสัญญาใหม่ให้ธนาคารเห็นว่าคนที่เหลือผ่อนไหวคนเดียว ซึ่งเท่ากับต้องผ่านการอนุมัติสินเชื่อใหม่ทั้งกระบวนการ เหตุผลคือธนาคารอนุมัติวงเงินก้อนนี้บนพื้นฐานรายได้ของทุกคน การเอาคนออกจึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้ธนาคารโดยตรง
สองเส้นทางที่ใช้ได้จริง
| วิธี | ขั้นตอน | ค่าใช้จ่ายหลัก |
|---|---|---|
| ขอเปลี่ยนแปลงสัญญากับธนาคารเดิม | ยื่นคำขอ ธนาคารประเมินรายได้และเครดิตของผู้ที่เหลือใหม่ ถ้าผ่านจึงแก้ไขสัญญาและจดทะเบียนแก้ไขจำนอง | ค่าดำเนินการตามที่ธนาคารกำหนด ค่าจดทะเบียนแก้ไขจำนอง ค่าประเมินหลักประกัน |
| รีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่ | ยื่นกู้ใหม่ในชื่อผู้ที่เหลือ ปิดหนี้เดิม ไถ่ถอนจำนองเดิมและจดจำนองใหม่ | ค่าจดจำนองใหม่ 1% ของวงเงิน ค่าประเมิน ค่าอากรแสตมป์ ค่าธรรมเนียมสินเชื่อ และอาจมีค่าปรับกรณีปิดก่อนกำหนดถ้ายังไม่พ้น 3 ปี |
ถ้าคนที่ถอนชื่อออกมีชื่อในโฉนดด้วย ต้องโอนกรรมสิทธิ์ส่วนของตนให้อีกฝ่ายที่สำนักงานที่ดินเพิ่มอีกขั้นหนึ่ง ค่าธรรมเนียมโอนคิด 2% ของราคาประเมินเฉพาะส่วนที่โอน แต่มีข้อยกเว้นที่ช่วยประหยัดได้มาก คือ การโอนระหว่างบิดามารดากับบุตรชอบด้วยกฎหมายเสียค่าธรรมเนียมเพียง 0.5% ส่วนการโอนระหว่างคู่สมรสหรือระหว่างพี่น้องใช้อัตราปกติ
คำแนะนำที่ตรงที่สุดคือ อย่ากู้ร่วมโดยวางแผนไว้ตั้งแต่แรกว่าเดี๋ยวค่อยถอนชื่อทีหลัง เพราะการถอนชื่อสำเร็จก็ต่อเมื่อคนที่เหลือมีรายได้พอกู้คนเดียวได้แล้วจริงๆ ซึ่งถ้าวันนี้ยังไม่พอ อีก 3-5 ปีก็อาจยังไม่พอ ให้ประเมินตามฐานะปัจจุบันเป็นหลัก และดูทางเลือกอื่นควบคู่ไปด้วยตามคู่มือสินเชื่อบ้าน
ถ้าผู้กู้ร่วมเสียชีวิต หย่า หรือเลิกกัน
สัญญากับธนาคารไม่สิ้นสุดตามความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเสียชีวิต หย่า หรือเลิกกัน หนี้ยังอยู่ครบและผู้กู้ที่เหลือยังต้องผ่อนต่อ สิ่งที่เปลี่ยนคือใครจะเป็นคนจ่ายและใครจะได้ทรัพย์ ซึ่งต้องจัดการแยกจากสัญญาสินเชื่อ
กรณีผู้กู้ร่วมเสียชีวิต
- หนี้กลายเป็นหนี้มรดกของผู้เสียชีวิต และผู้กู้ที่เหลือยังคงเป็นลูกหนี้ร่วมเต็มจำนวน ต้องแจ้งธนาคารทันที ถ้าไม่แจ้ง สัญญาจะเดินต่อตามเดิมและอาจเกิดปัญหาตอนจัดการมรดก
- ถ้าทำประกันคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) ไว้ บริษัทประกันจะจ่ายหนี้ตามทุนที่เอาประกัน ซึ่งอาจปิดหนี้ได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ขึ้นกับทุนประกันที่ทำไว้และระยะเวลาที่ผ่านไปแล้ว จุดนี้เองที่ทำให้ MRTA มีเหตุผลชัดเจนกว่าในกรณีกู้ร่วม เพราะเป็นการป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายต้องแบกหนี้ทั้งก้อนคนเดียว
- ส่วนกรรมสิทธิ์ของผู้เสียชีวิตตกเป็นมรดก ไปยังทายาทตามกฎหมายหรือตามพินัยกรรม ซึ่งอาจทำให้ผู้กู้ที่เหลือกลายเป็นเจ้าของรวมกับทายาทที่ไม่ได้เลือกเอง กรณีนี้พบบ่อยเมื่อคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกู้ร่วมกัน เพราะคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียนไม่ใช่ทายาทโดยธรรม การทำพินัยกรรมจึงสำคัญมาก
กรณีหย่าหรือเลิกกัน ทางเลือกที่มีจริงมีสามทาง
| ทางเลือก | สิ่งที่ต้องทำ | เหมาะกับกรณี |
|---|---|---|
| ฝ่ายหนึ่งรับไปทั้งหมด | รีไฟแนนซ์เป็นชื่อคนเดียว และซื้อส่วนกรรมสิทธิ์ของอีกฝ่าย | ฝ่ายที่รับมีรายได้พอผ่อนคนเดียวได้ |
| ขายทรัพย์แล้วแบ่งเงิน | ปิดหนี้ธนาคารจากเงินขาย ที่เหลือแบ่งตามสัดส่วนกรรมสิทธิ์ | ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องการเก็บทรัพย์ไว้ หรือผ่อนคนเดียวไม่ไหวทั้งคู่ |
| ผ่อนต่อร่วมกันไปก่อน | ทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรว่าใครจ่ายเท่าไร ใครอยู่ และจะขายเมื่อไร | ตลาดไม่ดี ขายแล้วขาดทุน หรือรอให้ลูกเรียนจบก่อน |
สิ่งที่ห้ามทำคือปล่อยค้างงวดระหว่างที่ยังตกลงกันไม่ได้ เพราะประวัติค้างชำระจะติดเครดิตบูโรของทุกคน และถ้าถึงขั้นบังคับคดีขายทอดตลาด ราคาที่ได้มักต่ำกว่าราคาตลาดมากจนทั้งสองฝ่ายเสียหายหนักกว่าเดิม ถ้าตัดสินใจขาย ควรดูขั้นตอนและการตั้งราคาที่คู่มือขายบ้าน-ขายคอนโด
คำถามที่พบบ่อย
กู้ร่วมกับใครได้บ้าง เพื่อนกู้ร่วมได้ไหม
กู้ร่วมได้กับคู่สมรสที่จดทะเบียน (ทุกเพศ ตั้งแต่กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผล 22 มกราคม 2568) พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน พ่อแม่กับบุตร และคู่รักที่ไม่ได้จดทะเบียนแต่มีหลักฐานความสัมพันธ์ เช่น ภาพงานแต่ง บัญชีร่วม หรือมีบุตรด้วยกัน ส่วนเพื่อนหรือหุ้นส่วนธุรกิจ ธนาคารส่วนใหญ่ไม่รับสำหรับสินเชื่อบ้านเพื่ออยู่อาศัย เพราะประเมินความมั่นคงของความสัมพันธ์ไม่ได้ เงื่อนไขต่างกันได้ในแต่ละธนาคาร จึงควรถามก่อนยื่น
กู้ร่วมได้สูงสุดกี่คน
ธนาคารส่วนใหญ่ให้กู้ร่วมได้ไม่เกิน 3 คน บางแห่งจำกัดที่ 2 คน แต่การเพิ่มคนไม่ได้แปลว่าวงเงินจะเพิ่มตามเสมอไป เพราะธนาคารดูอายุของผู้กู้ที่มากที่สุดประกอบระยะเวลาผ่อน โดยทั่วไปอายุผู้กู้บวกระยะเวลาผ่อนต้องไม่เกิน 65-70 ปี การดึงผู้สูงอายุมากู้ร่วมจึงอาจทำให้ระยะเวลาผ่อนสั้นลงและค่างวดสูงขึ้นจนเสียประโยชน์ นอกจากนี้สิทธิลดหย่อนดอกเบี้ยจะถูกหารเพิ่มตามจำนวนคนด้วย
ผู้กู้ร่วมต้องมีชื่อในโฉนดไหม
ไม่จำเป็นตามกฎหมาย ธนาคารรับทั้งสองแบบ แต่ถ้าไม่มีชื่อในโฉนดเท่ากับรับหนี้เต็มจำนวนโดยไม่มีสิทธิในตัวทรัพย์ ซึ่งเสี่ยงมากสำหรับผู้กู้ร่วมคนนั้น ข้อดีของการไม่มีชื่อคือด้าน LTV เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนปรนให้ผู้กู้ร่วมที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ไม่ถูกนับเป็นผู้กู้ในสัญญานั้น เมื่อไปซื้อบ้านของตัวเองในอนาคตจึงยังนับเป็นสัญญาที่ 1 อย่างไรก็ตามภาระหนี้ยังปรากฏในเครดิตบูโรและถูกนับตอนคำนวณความสามารถผ่อนอยู่ดี
กู้ร่วมแล้วลดหย่อนภาษีได้คนละ 100,000 บาทเลยไหม
ไม่ได้ เพดาน 100,000 บาทเป็นของ "หนึ่งหลัง" ไม่ใช่ของแต่ละคน เมื่อกู้ร่วมกัน สิทธิจะถูกเฉลี่ยตามจำนวนผู้กู้ร่วมและรวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท กู้ร่วม 2 คนจึงได้คนละ 50,000 บาท กู้ร่วม 3 คนได้คนละ 33,333 บาท ประเด็นที่ควรคิดคือถ้าผู้กู้ร่วมคนหนึ่งอยู่ฐานภาษีสูงกว่าอีกคนมาก การเฉลี่ยนี้ทำให้ประหยัดภาษีรวมได้น้อยลง เพราะครึ่งหนึ่งของสิทธิไปตกกับคนที่ฐานภาษีต่ำกว่า
ผู้กู้ร่วมหยุดจ่ายค่างวด อีกคนต้องรับผิดชอบแค่ครึ่งเดียวใช่ไหม
ไม่ใช่ ผู้กู้ร่วมทุกคนเป็นลูกหนี้ร่วม ธนาคารมีสิทธิเรียกให้คนใดคนหนึ่งชำระหนี้ทั้งจำนวนได้ ถ้าอีกฝ่ายหยุดจ่ายแล้วเราไม่จ่ายแทน จะถือว่าผิดนัดทั้งสัญญา ประวัติเสียติดเครดิตบูโรของทุกคน และธนาคารบังคับจำนองยึดทรัพย์ขายทอดตลาดได้ คนที่จ่ายแทนไปสามารถฟ้องไล่เบี้ยเอาจากอีกฝ่ายภายหลังได้ตามสัดส่วนที่ตกลงกัน แต่ต้องมีหลักฐานการชำระและควรมีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ตั้งแต่ต้น
ถอนชื่อผู้กู้ร่วมออกทีหลังมีค่าใช้จ่ายเท่าไร
ขึ้นกับวิธี ถ้าขอเปลี่ยนแปลงสัญญากับธนาคารเดิม มีค่าดำเนินการตามที่ธนาคารกำหนด ค่าประเมินหลักประกัน และค่าจดทะเบียนแก้ไขจำนอง ถ้ารีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่ มีค่าจดจำนอง 1% ของวงเงิน ค่าประเมิน ค่าอากรแสตมป์ และอาจมีค่าปรับกรณีปิดหนี้ก่อนกำหนดถ้ายังไม่พ้น 3 ปีแรก หากผู้ที่ถอนชื่อมีชื่อในโฉนดด้วย ต้องโอนกรรมสิทธิ์ส่วนของตนเพิ่ม ค่าธรรมเนียม 2% ของราคาประเมินเฉพาะส่วนที่โอน ยกเว้นการโอนระหว่างบิดามารดากับบุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งเสียเพียง 0.5%
กู้ร่วมทำให้กู้ซื้อบ้านของตัวเองในอนาคตไม่ได้ใช่ไหม
ไม่ถึงกับกู้ไม่ได้ แต่กู้ได้น้อยลง เพราะภาระค่างวดของบ้านหลังที่กู้ร่วมจะถูกนับเป็นหนี้ของเราเต็มจำนวนตอนคำนวณความสามารถในการผ่อน ตัวอย่างเช่นถ้าค่างวดบ้านที่กู้ร่วมอยู่ที่ 20,000 บาทต่อเดือน และเรามีรายได้ 60,000 บาท ธนาคารจะเหลือให้คำนวณบ้านหลังใหม่เพียง 4,000 บาทจากเพดาน 24,000 บาท ในด้าน LTV ถ้าเราไม่มีชื่อในโฉนดของหลังแรก ยังนับเป็นสัญญาที่ 1 ได้ แต่ในด้านวงเงินยังถูกจำกัดอยู่ดี
คู่รักเพศเดียวกันกู้ร่วมซื้อบ้านได้ไหม
ได้ และตั้งแต่กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 หากจดทะเบียนสมรสแล้วจะมีสถานะเป็นคู่สมรสเต็มรูปแบบ กู้ร่วมได้เหมือนคู่สมรสต่างเพศ ไม่ต้องหาหลักฐานความสัมพันธ์เพิ่ม และได้สิทธิในสินสมรสกับสิทธิเป็นทายาทโดยธรรมด้วย ส่วนคู่ที่ยังไม่จดทะเบียนก็ยังกู้ร่วมได้ในหลายธนาคารโดยใช้หลักฐานความสัมพันธ์ประกอบ แต่ควรใส่ชื่อทั้งคู่ในโฉนดและทำพินัยกรรมไว้ เพราะคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียนไม่ใช่ทายาทโดยธรรมของกันและกัน
บทความนี้อ้างอิงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยลูกหนี้ร่วมและกรรมสิทธิ์รวม พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หลักเกณฑ์ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย และหลักเกณฑ์การหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัยของกรมสรรพากร ตัวเลขค่างวดคำนวณที่ดอกเบี้ยคงที่ 6% ต่อปี ผ่อน 30 ปี เพื่อการเปรียบเทียบ อัตราจริงเป็นแบบลอยตัวและต่างกันตามธนาคาร ราคาทรัพย์อ้างอิงจากประกาศในพอร์ต SW19 เดือนสิงหาคม 2569 เงื่อนไขการกู้ร่วมต่างกันในแต่ละธนาคาร กรุณาตรวจสอบกับธนาคารโดยตรงก่อนตัดสินใจ


