
คู่มือขายบ้าน/ขายคอนโด 2569 ขายเองหรือใช้นายหน้า + ขั้นตอนครบ
การขายบ้านหรือคอนโดให้ได้ราคาดีและขายได้ในระยะเวลาที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก คือ ตั้งราคาถูกต้องตั้งแต่วันแรก เตรียมทรัพย์และเอกสารให้พร้อม และเข้าถึงผู้ซื้อตัวจริงให้ได้มากที่สุด
หลายครั้งเจ้าของทรัพย์ให้ความสำคัญกับการลงประกาศ แต่ลืมวางแผนก่อนขาย เช่น ราคาที่ควรตั้งจริง ค่าใช้จ่ายวันโอน ภาษีฝั่งผู้ขาย ยอดปิดหนี้ธนาคาร หรือเงื่อนไขที่ต้องระวังในสัญญาจะซื้อจะขาย สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อเงินสุทธิที่ผู้ขายจะได้รับหลังปิดดีล
บทความนี้สรุปกระบวนการขายทั้งหมด ตั้งแต่ตั้งราคาจนถึงวันโอน พร้อมเปรียบเทียบข้อดี-ข้อควรระวังระหว่างการขายเองกับการใช้นายหน้า และตัวอย่างคำนวณค่าใช้จ่ายฝั่งผู้ขายแบบเห็นภาพ เพื่อช่วยให้เจ้าของทรัพย์เตรียมตัวได้ครบก่อนเริ่มขายจริง
ขายบ้าน/คอนโดให้ได้ราคาดีเริ่มจากอะไร
จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือ การรู้ราคาที่แท้จริงของทรัพย์ก่อนประกาศขาย ไม่ใช่ตั้งราคาจากราคาที่เคยซื้อมา(ราคาทุน) บวกกำไรที่อยากได้ หรือคิดว่าควรจะได้ หรือดูจากราคาประกาศสูงสุดในตลาดเพียงอย่างเดียว โดยไม่เปรียบเทียบจากหน้างาน สภาพเศรษฐกิจ กำลังผู้ซื้อ อย่างแท้จริง
ทรัพย์ที่ตั้งราคาสูงเกินราคาตลาดตั้งแต่ต้น มักค้างประกาศนานจนเสียความสด ผู้ซื้อที่เห็นประกาศเดิมซ้ำหลายเดือนอาจเริ่มตั้งคำถามว่าทรัพย์มีปัญหาหรือไม่ และมักใช้จุดนี้เป็นเหตุผลในการต่อรองราคามากขึ้น
สถิติที่ผู้ขายมือใหม่ควรรู้: โดยทั่วไป ช่วง 2–4 สัปดาห์แรกหลังประกาศขายเป็นช่วงที่ทรัพย์ได้รับความสนใจมากที่สุด หากไม่มีผู้ติดต่อเข้ามาเลยในช่วงนี้ ปัญหา 8 ใน 10 ครั้ง มักจะอยู่ที่ราคา ไม่ใช่ที่ทรัพย์ อีกทั้ง ภาพถ่าย รายละเอียดประกาศ หรือช่องทางที่ใช้ทำการตลาด ก็มีส่วนเช่นกัน
ลำดับงานของฝั่งผู้ขายทั้งหมดมี 6 ช่วง คือ
- ตั้งราคาจากข้อมูลตลาดจริง
- เตรียมทรัพย์และเอกสารเพื่อช่วยในการให้ข้อมูล
- เลือกช่องทางขาย ว่าจะขายเองหรือใช้นายหน้า
- ทำการตลาดและรับนัดชมทรัพย์
- เจรจาและทำสัญญาจะซื้อจะขาย
- โอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน
ก่อนเริ่มตั้งราคา ผู้ขายควรคำนวณ “เงินเข้ากระเป๋าสุทธิ หรือ ราคาที่รับ Net” ไว้ก่อน เป็นราคาก่อนที่จะมี ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามา เช่น ภาษีฝั่งผู้ขาย (~ 5-7%) ค่านายหน้า (ถ้าใช้ ~3% หากใช้บริการนายหน้า และยอดปิดหนี้ธนาคาร (หากทรัพย์ยังติดจำนองอยู่) เพื่อป้องกันกรณีขายได้แล้วจึงพบว่าเงินสุทธิที่ได้รับไม่ตรงกับที่คาดเอาไว้
คำแนะนำจาก SW19
การตั้งราคาขายไม่ควรมองแค่ “อยากขายเท่าไร” แต่ควรมองจาก “ตลาดยอมรับได้เท่าไร” และ “หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ผู้ขายเหลือเงินสุทธิเท่าไร” เพราะตัวเลขหลังหักค่าใช้จ่ายคือสิ่งที่ผู้ขายควรใช้ตัดสินใจจริง
ตั้งราคาขายจากราคาประเมิน + ราคาตลาด
ราคาขายที่เหมาะสมควรตั้งจากข้อมูล 2 ชุดประกอบกัน คือ ราคาประเมินราชการ และ ราคาตลาดจริง
ราคาประเมินราชการใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีและค่าธรรมเนียมบางรายการ
ส่วนราคาตลาดจริงคือราคาที่ผู้ซื้อยินดีจ่ายสำหรับทรัพย์ประเภทเดียวกัน ทำเลใกล้เคียง ขนาดใกล้เคียง และสภาพใกล้เคียงกัน
วิธีหาราคาตลาดแบบทำได้เองมีดังนี้
- เช็คราคาประกาศขายของทรัพย์ประเภทเดียวกัน ขนาดใกล้เคียงกัน ในโครงการหรือย่านเดียวกันอย่างน้อย 5–10 รายการ
- ประเมินว่าราคาประกาศมักเผื่อต่อรองไว้เท่าไร โดยทั่วไปอาจต้องหักจากราคาประกาศประมาณ 5–10% เพื่อประมาณราคาซื้อขายจริง
- ปรับราคาเพิ่มหรือลดตามจุดเด่นและข้อจำกัดของทรัพย์เรา เช่น ชั้น วิว ทิศ สภาพห้อง เฟอร์นิเจอร์ ระยะห่างจากรถไฟฟ้า และสถานะสัญญาเช่า
| ปัจจัย | ผลต่อราคาโดยประมาณ |
|---|---|
| ชั้นสูง วิวไม่บล็อก สำหรับคอนโด | +3–10% เมื่อเทียบกับชั้นล่างหรือวิวตึก |
| ทิศเหนือหรือทิศใต้ ซึ่งรับแดดน้อยกว่า | +2–5% เพราะเป็น "ทิศมหาชน" ในไทย ลมดี แดดไม่ส่องห้องตรงๆ |
| ตกแต่งครบ พร้อมเข้าอยู่ | +5–10% เมื่อเทียบกับห้องเปล่า |
| ตำแหน่งห้อง ห้องมุม | +5% เพราะได้ความเป็นส่วนตัว |
| โควต้าต่างชาติ | +5-10% ถ้าคอนโดนั้นอยู่ในทำเลที่ต่างชาตินิยม |
| ติดสัญญาเช่าอยู่ | เหมาะกับนักลงทุน แต่อาจทำให้ตลาดผู้ซื้ออยู่เองแคบลง |
| ใกล้รถไฟฟ้าสายหลัก น้อยกว่า 300 เมตร | +5–15% เมื่อเทียบกับระยะไกลกว่า 800 เมตร เพราะ 300 เมตรเป็นระยะเดินสบาย |
| สภาพเดิม ไม่เคยรีโนเวท | −5–15% ตามสภาพจริง |
| ทิศตะวันตก ซึ่งรับแดดบ่ายมาก | –5% เนื่องจากห้องจะร้อนมากในช่วงบ่ายมีแนวโน้มเปลืองค่าไฟ แต่หากไลฟ์สไตล์ผู้ซื้อไม่อยู่ห้องตอนกลางวัน จะไม่มีผล |
ตัวอย่างเช่น คอนโด 1 ห้องนอน ขนาด 35 ตารางเมตร ย่านลาดพร้าว หากห้องทั่วไปในตึกประกาศขายเฉลี่ยอยู่ที่ 4.3–4.5 ล้านบาท และราคาซื้อขายจริงในตลาดอยู่ที่ประมาณ 4.1–4.2 ล้านบาท หากห้องของคุณมีจุดเด่นที่เป็นต่อ เช่น ชั้นสูง วิวสวยไม่บล็อก และตกแต่งครบพร้อมเข้าอยู่ คุณอาจตั้งราคาประกาศขายที่ 4.39 ล้านบาท และคาดหวังปิดดีลที่ราคาที่สะท้อนมูลค่าจริงรอบด้านใกล้เคียง 4.1–4.2 ล้านบาท
ราคาที่เหมาะสมในการตั้งประกาศคือ ราคาที่คาดว่าจะขายได้จริง บวกเผื่อต่อรองประมาณ 4-5% หากตั้งเผื่อสูงเกินไป ทรัพย์อาจหลุดจากกลุ่มเป้าหมายและค้างตลาดนาน แต่หากตั้งพอดีเกินไป (Net Price) อาจไม่เหลือพื้นที่ทางจิตวิทยาในการเจรจาต่อรอง (อ่านเพิ่ม: ราคาประเมิน vs ราคาตลาด)
หมายเหตุ: ควรตรวจสอบราคาประเมินราชการและมาตรการค่าธรรมเนียมล่าสุดก่อนเผยแพร่หรือก่อนเริ่มขายจริง
เตรียมบ้านและเอกสารให้พร้อมขาย
ทรัพย์ที่เตรียมพร้อม ก่อนถ่ายรูปและเปิดให้ชม มักสร้างความประทับใจแรกได้ดีกว่า และช่วยลดโอกาสถูกต่อราคาจากจุดบกพร่องเล็ก ๆ ที่ผู้ซื้อสังเกตเห็น
การเตรียมทรัพย์ไม่จำเป็นต้องรีโนเวทใหญ่เสมอไป หลายครั้งการทำความสะอาด ซ่อมจุดเล็ก และจัดห้องให้ดูเรียบร้อย ใช้งบน้อยกว่าแต่ให้ผลลัพธ์ดีกว่าในแง่การขาย
เตรียมตัวทรัพย์ โดยเรียงตามความคุ้มค่า
-
ทำความสะอาดใหญ่และเก็บของส่วนตัว
ห้องที่สะอาด โล่ง และเป็นกลาง จะช่วยให้ผู้ซื้อจินตนาการการอยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น และทำให้ภาพถ่ายดูดีขึ้นทันที -
ซ่อมจุดเล็กที่มองเห็นได้ชัด
เช่น สีลอก ก๊อกน้ำหยด หลอดไฟขาด ซิลิโคนดำ หรือบานพับหลวม จุดเล็กเหล่านี้อาจทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าทรัพย์ไม่ได้รับการดูแล และใช้เป็นเหตุผลในการต่อราคา -
ทาสีใหม่เฉพาะจุดที่โทรม
ผนังที่สะอาดและสีสว่างช่วยให้ห้องดูใหม่ขึ้นมาก โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนรีโนเวททั้งห้อง -
หลีกเลี่ยงการรีโนเวทใหญ่ก่อนขาย หากไม่จำเป็น
การรีโนเวทครัวหรือห้องน้ำใช้งบสูง และอาจไม่ได้คืนกลับมาเต็มจำนวนในราคาขาย ยกเว้นกรณีทรัพย์อยู่ในสภาพแย่จนขายยากจริง ๆ
ถ่ายรูปให้ขายได้
- ถ่ายช่วงกลางวันที่มีแสงธรรมชาติเข้า
- เปิดไฟทุกดวงและเปิดม่านให้ห้องดูสว่าง
- ถ่ายอย่างน้อย 10–15 รูป ครอบคลุมทุกห้อง ทุกมุม วิวระเบียง ส่วนกลาง และที่จอดรถ หากเกี่ยวข้อง
- เลือกรูปแรกของประกาศเป็นมุมที่ดีที่สุดของทรัพย์ เช่น ห้องนั่งเล่น มุมวิว หรือมุมที่แสดงจุดเด่นที่สุด ไม่ควรใช้รูปตึกหรือป้ายโครงการเป็นรูปแรก หากรูปห้องดึงดูดกว่า
เตรียมเอกสารให้ครบก่อนมีผู้ซื้อ
| เอกสาร | ขอจากที่ไหน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| โฉนดหรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด | ตัวจริงที่ถืออยู่ หรือธนาคารหากติดจำนอง | ควรมีสำเนาไว้ให้ผู้ซื้อตรวจ |
| สัญญาซื้อขายเดิม หรือ ทด.13 | แฟ้มเอกสารตอนซื้อ | ใช้ยืนยันปีถือครองและช่วยคำนวณภาษี |
| ใบปลอดหนี้ค่าส่วนกลาง | นิติบุคคลอาคารชุด | ควรขอล่วงหน้า 1-2 สัปดาห์ก่อนโอน โดยแจ้งให้ลงวันที่เป็นวันเดียวกับที่โอน เพราะเอกสารมีอายุใช้งานจำกัด |
| ยอดไถ่ถอนจำนอง | ธนาคารที่ผ่อนอยู่ | ควรแจ้งธนาคารล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์ |
| ทะเบียนสมรสหรือหนังสือยินยอมคู่สมรส | เอกสารส่วนตัวของผู้ขาย | หากเป็นทรัพย์สินสมรส อาจต้องมีคู่สมรสยินยอมขาย |
ข้อควรรู้
เอกสารที่พร้อมตั้งแต่ต้นช่วยให้ผู้ซื้อมั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ซื้อที่ต้องยื่นกู้ เพราะธนาคารและผู้ซื้อจะต้องใช้เอกสารบางรายการในการตรวจสอบก่อนอนุมัติสินเชื่อและก่อนวันโอน
ขายเอง vs ใช้นายหน้า ต่างกันอย่างไร
ความต่างหลักระหว่างการขายเองกับการใช้นายหน้า คือ การขายเองช่วยประหยัดค่านายหน้า แต่ผู้ขายต้องจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง ตั้งแต่ถ่ายรูป ลงประกาศ คัดกรองผู้ซื้อ นัดชมทรัพย์ เจรจา ตรวจเอกสาร ไปจนถึงประสานวันโอน
ส่วนการใช้นายหน้า คือการแลกค่าบริการกับประสบการณ์ ความชำนาญ ฐานลูกค้า ช่องทางการตลาด การคัดกรองผู้ซื้อ และการประสานงานต่าง ๆ การคำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ การติดต่อประสานงานกับหน่วยงานราชการ คำแนะนำที่ตรงกับปัญหา และการดูแลเอกสารทั้งหมดอย่างมืออาชีพ โดยเฉพาะกรณีที่ทรัพย์มีราคาสูง ทรัพย์อยู่ในตลาดเฉพาะกลุ่ม หรือเจ้าของไม่มีเวลาจัดการเอง
| ประเด็น | ขายเอง | ใช้นายหน้า |
|---|---|---|
| ค่าใช้จ่าย | ไม่มีค่านายหน้า | มีค่านายหน้าเมื่อขายสำเร็จ โดยทั่วไปประมาณ 3% |
| ฐานผู้ซื้อ | จำกัดตามช่องทางที่เจ้าของลงประกาศเอง | มีฐานลูกค้าและช่องทางการตลาดของนายหน้า รวมถึงลูกค้าต่างชาติในบางกรณี |
| การคัดกรองผู้ซื้อ | ผู้ขายต้องคัดกรองเอง | นายหน้าช่วยคัดกรองความพร้อมทางการเงิน ความจริงจังของผู้ซื้อ การประเมินกำลังซื้อ |
| การพาชมทรัพย์ | ผู้ขายต้องนัดและพาชมเอง | นายหน้าช่วยจัดการนัดหมายและพาชม และให้ข้อมูลตามความเป็นจริงทั้งเชิงกว้างและเชิงลึกเพื่อช่วยในการประกอบการตัดสินใจของผู้ซื้อ |
| เอกสาร สัญญา และภาษี | ผู้ขายต้องศึกษาและประสานเอง และหลายเคสต้องประสานมากกว่า 1 หน่วยงานราชการ | นายหน้าช่วยประสานและอำนวยความสะดวกทางด้านเอกสาร เอกสารส่งธนาคาร ตรวจสอบกับสำนักงานเขต และสำนักงานที่ดิน |
| เวลาขายเฉลี่ย | อาจใช้เวลานานกว่า หากเจ้าของไม่มีช่องทางหรือเวลา | อาจสั้นลง หากนายหน้ามีฐานลูกค้าตรงกลุ่ม สามารถดึงลูกค้าจากช่องทางอื่นๆ มาให้ได้ |
| เหมาะกับ | เจ้าของที่มีเวลา มีประสบการณ์การขาย การติดต่อราชการเป็นอย่างดี มีความเข้าใจภาษีที่เกี่ยวข้อง เอกสารที่ต้องใช้ และทรัพย์ขายง่าย | เจ้าของที่ไม่มีเวลา ทรัพย์เฉพาะกลุ่ม หรืออยากมีผู้ช่วยดูแลกระบวนการอย่างมืออาชีพ |
ตัวอย่างเช่น ค่านายหน้า 3% ของทรัพย์ราคา 3.2 ล้านบาท เท่ากับ 96,000 บาท แม้ดูเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ แต่หากขายเองแล้วทรัพย์ค้างตลาด 6 เดือน ผู้ขายอาจมีต้นทุนอื่นตามมา เช่น ดอกเบี้ยบ้านที่ยังต้องผ่อน ค่าส่วนกลาง ค่าเสียโอกาส และราคาที่อาจต้องลดลงในภายหลัง
ดังนั้น จุดตัดสินใจไม่ควรอยู่ที่ “เสียค่านายหน้าหรือไม่” เพียงอย่างเดียว แต่ควรดูว่า นายหน้ารายนั้นมีผู้ซื้อตรงกลุ่ม มีแผนการตลาดชัดเจน มีความเป็นมืออาชีพ มีความน่าเชื่อถือ ไว้ใจได้ และสามารถช่วยให้ดีลจบอย่างปลอดภัยหรือไม่
รูปแบบสัญญาแต่งตั้งนายหน้า มี 2 แบบหลัก
-
แบบเปิด หรือ Open Listing
เจ้าของสามารถฝากขายกับนายหน้าหลายรายพร้อมกัน และยังขายเองได้ หากใครปิดดีลได้ คนนั้นได้รับค่านายหน้า ข้อดีคือกระจายช่องทางได้มาก แต่ข้อควรระวังคืออาจไม่มีนายหน้ารายใดลงทุนกับการทำการตลาดอย่างเต็มที่ ไม่ Focus เฉพาะทรัพย์ -
แบบปิด หรือ Exclusive
เจ้าของฝากขายกับนายหน้ารายเดียวในระยะเวลาที่กำหนด เช่น 3–6 เดือน (หรือแล้วแต่ตกลง) ข้อดีคือนายหน้ามีแรงจูงใจในการวางแผนและทำการตลาดอย่างจริงจัง ข้อควรระวังคือควรเลือกนายหน้าให้เหมาะสม มีความเป็นมืออาชีพ เชื่อใจได้ และกำหนดระยะสัญญาให้ชัดเจน
ก่อนเซ็นแต่งตั้งนายหน้า ผู้ขายควรถามอย่างน้อย 3 คำถาม
- มีความรู้เรื่องตลาดเกี่ยวกับทรัพย์แบบเดียวกันในย่านนี้หรือไม่
- มีฐานลูกค้าหาทรัพย์ลักษณะนี้อยู่หรือไม่
- แผนการตลาดสำหรับทรัพย์นี้คืออะไร และจะรายงานผลให้เจ้าของอย่างไร
ฝากขายกับ SW19 — เราดูแลทรัพย์ย่านลาดพร้าวและกรุงเทพฯ ทั้งขายและปล่อยเช่า พร้อมฐานลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติ ประเมินราคาให้ฟรีก่อนตัดสินใจ ลงประกาศฝากขายได้เลยที่ sw19.co.th/th/post_form โดยไม่มีค่าใช้จ่ายล่วงหน้า นายหน้าที่ดีควรช่วยเจ้าของประเมินราคา วางตำแหน่งทรัพย์ คัดกรองผู้ซื้อ ให้ Feedback หลังพาชม และดูแลเอกสารจนถึงวันโอน
การตลาดและประกาศขายให้เข้าถึงผู้ซื้อ
ประกาศขายที่ดีควรตอบคำถามสำคัญของผู้ซื้อให้ได้ตั้งแต่ช่วงแรก ได้แก่ ราคา ทำเล ขนาด และจุดเด่นที่แตกต่างจากทรัพย์อื่นในย่านเดียวกัน
หัวข้อประกาศควรกระชับ ชัดเจน และมีข้อมูลที่ผู้ซื้อใช้ตัดสินใจได้ทันที มากกว่าการใช้คำโฆษณากว้าง ๆ เช่น “ราคาดีมาก” หรือ “ขายด่วน” โดยไม่มีรายละเอียดรองรับ
| แบบที่จมหาย | แบบที่ถูกคลิก |
|---|---|
| “ขายคอนโดด่วน!! ราคาดีมาก” | “ขายคอนโด 1 ห้องนอน 35 ตร.ม. ชั้น 19 ใกล้ MRT ลาดพร้าว 150 ม. — 3.25 ล้าน” |
| “บ้านสวยน่าอยู่ เจ้าของขายเอง” | “ทาวน์โฮม 3 ชั้น 4 ห้องนอน ลาดพร้าว 71 ที่จอด 2 คัน ใกล้เซ็นทรัลอีสต์วิลล์ — 6.9 ล้าน” |
องค์ประกอบในเนื้อประกาศที่ควรมี ได้แก่
- ขนาดพื้นที่ใช้สอยหรือพื้นที่ห้อง
- ชั้น ทิศ และวิว สำหรับคอนโด
- จำนวนห้องนอน ห้องน้ำ และที่จอดรถ
- ค่าส่วนกลาง
- สถานะทรัพย์ เช่น ว่าง พร้อมเข้าอยู่ หรือติดสัญญาเช่าถึงเมื่อไร
- รายการเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่รวมในการขาย
- ภาระจำนอง หากมี
- เหตุผลในการขาย หากสามารถเปิดเผยได้ เช่น ย้ายที่อยู่ ย้ายงาน หรือต้องการปรับพอร์ตลงทุน
ช่องทางที่ควรลงประกาศพร้อมกัน
- เว็บไซต์ประกาศอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ อย่างน้อย 2–3 แห่ง
- กลุ่ม Facebook ของโครงการ หมู่บ้าน หรือย่านนั้น ๆ
- Marketplace
- ป้ายขายที่ตัวทรัพย์ พร้อมเบอร์ติดต่อ หากกฎของโครงการอนุญาต
- นายหน้าท้องถิ่นหรือที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ที่มีฐานลูกค้าในทำเลนั้น
การรับนัดชมทรัพย์
ควรนัดชมในช่วงเวลาที่ทรัพย์ดูดีที่สุด เช่น ช่วงกลางวันที่มีแสงธรรมชาติ เปิดไฟ เปิดม่าน และเปิดแอร์รอล่วงหน้า หากเป็นทรัพย์ที่ยังมีผู้อยู่อาศัย ควรจัดห้องให้เรียบร้อยก่อนผู้ซื้อเข้าชมทุกครั้ง
เพื่อความปลอดภัย ควรเก็บชื่อ เบอร์โทร และข้อมูลเบื้องต้นของผู้เข้าชมทรัพย์ทุกราย และไม่ควรนัดบุคคลแปลกหน้าเข้าชมในช่วงเวลาที่อยู่คนเดียว หากไม่มีผู้ช่วยหรือเจ้าหน้าที่โครงการอยู่ด้วย
หากไม่มีผู้ติดต่อเลยภายใน 1 เดือน ควรกลับมาตรวจ 3 จุด คือ ราคา รูปถ่าย และช่องทางประกาศ การปรับราคาเร็วและตรงจุดมักดีกว่าการลดราคาทีละเล็กทีละน้อยหลายรอบ เพราะประกาศที่ลดราคาบ่อยอาจทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าทรัพย์ขายยากและต่อรองมากขึ้น
ภาษีและค่าใช้จ่ายฝั่งผู้ขาย
ฝั่งผู้ขายมีค่าใช้จ่ายหลักหลายรายการ ซึ่งรวมแล้วมักอยู่ประมาณ 5–7% ของราคาขาย ขึ้นอยู่กับราคาประเมิน ปีถือครอง สถานะทะเบียนบ้าน และข้อตกลงเรื่องค่าธรรมเนียมโอน
ค่าใช้จ่ายหลักของผู้ขาย ได้แก่
-
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
คำนวณจากราคาประเมินราชการและจำนวนปีที่ถือครอง(โดยนับจากปีที่ซื้อมาเป็นปีที่ 1) โดยจำนวนปีถือครองมีผลต่อการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา -
ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3%
คำนวณราคาที่สูงกว่า ระหว่างราคาประเมินราชการ กับ ราคาแจ้งซื้อขาย หากผู้ขายถือครองทรัพย์นี้มาไม่เกิน 5 ปี หรือไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน /มีชื่อในทะเบียนบ้าน ของทรัพย์หลังนั้นเกิน 1 ปีปฏิทิน แต่หากพ้นจาก 2 เงื่อนไขนี้ สามารถละเว้นภาษีนี้ และไปคำนวณในข้อ 4 อากรแสตมป์ 0.5% แทน -
อากรแสตมป์ 0.5%
คำนวณราคาที่สูงกว่า ระหว่างราคาประเมินราชการ กับ ราคาแจ้งซื้อขาย มักใช้ในกรณีที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ หรือ เข้าข่าย ถือครองทรัพย์นี้มาเกิน 5 ปี หรือ มีชื่อในทะเบียนบ้านของทรัพย์นี้เกิน 1 ปี ปฏิทิน โดยทั่วไปจะจ่ายอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ใช่จ่ายซ้ำทั้งสองรายการ -
ค่าธรรมเนียมโอน 2%
คำนวณจากราคาประเมินราชการ โดยความรับผิดชอบขึ้นอยู่กับข้อตกลงในสัญญาว่าฝ่ายใดเป็นผู้รับผิดชอบ หรือแบ่งชำระคนละครึ่ง
ตัวอย่างคำนวณ: ขายคอนโด 3,000,000 บาท ราคาประเมิน 2,800,000 บาท ถือครอง 4 ปีปฏิทิน และไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน
| รายการ | วิธีคิด | ยอดประมาณ |
|---|---|---|
| ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% | 3.3% × 3,000,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่า | 99,000 บาท |
| ภาษีหัก ณ ที่จ่าย | คำนวณจากราคาประเมิน 2.8 ล้านบาท หักค่าใช้จ่ายเหมาตามปีถือครอง แล้วคำนวณตามอัตราก้าวหน้า | ประมาณ 40,600 บาท |
| ค่าโอน 2% กรณีสมมติแบ่งครึ่ง | 1% × 2,800,000 บาท | 28,000 บาท |
| รวมฝั่งผู้ขาย | ประมาณ 167,600 บาท หรือประมาณ 5.6% ของราคาขาย |
หากผู้ขายรายเดียวกันถือครองทรัพย์นี้มาเกิน 5 ปี หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านหลังนั้นเกิน 1 ปีปฏิทิน จะได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ และจ่ายอากรแสตมป์ 0.5% แทน ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (อ่านเพิ่ม: วิธีคำนวณภาษีขายพร้อมตารางอัตราเต็ม · ตารางค่าโอน-ค่าจดจำนอง)
ข้อควรรู้
ก่อนตั้งราคาขาย ควรตรวจปีถือครองและสถานะทะเบียนบ้านของผู้ขายเสมอ เพราะบางกรณีการรอให้ครบเงื่อนไขทางภาษี อาจช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการรีบขายทันที
หมายเหตุ: รายละเอียดภาษี ค่าธรรมเนียม และมาตรการรัฐอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนเผยแพร่และก่อนนัดโอนจริง
เจรจาต่อรองและทำสัญญากับผู้ซื้อ
หลักการเจรจาของฝั่งผู้ขายคือ ควรรู้ราคาต่ำสุดที่รับได้ หรือ Walk-away Price (ราคาที่พร้อมจะเดินหันหลังให้) หรือ "ราคาต่ำสุด" ที่คุณจะยอมขายได้ ก่อนเริ่มเจรจา และไม่ควรลดราคาโดยไม่มีเงื่อนไขแลกเปลี่ยน
การให้ส่วนลดสามารถทำได้ แต่ควรแลกกับเงื่อนไขที่ช่วยให้ดีลมีความชัดเจนและปลอดภัยขึ้น เช่น เงินมัดจำสูงขึ้น กำหนดวันโอนเร็วขึ้น หรือผู้ซื้อรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางรายการเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างการแลกเงื่อนไขที่ใช้ได้จริง
- “สามารถลดราคาให้ได้อีก 50,000 บาท หากผู้ซื้อวางมัดจำ 10% และโอนภายใน 45 วัน”
- “ราคานี้รวมเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมด หากต้องการปรับลดราคา อาจต้องแยกรายการเฟอร์นิเจอร์บางส่วนออก”
- “หากผู้ซื้อรับผิดชอบค่าธรรมเนียมโอนทั้งหมด ผู้ขายสามารถพิจารณาปรับราคาให้ได้บางส่วน”
สัญญาณของผู้ซื้อตัวจริงที่ควรให้น้ำหนัก ได้แก่
- ถามเรื่องเอกสารโฉนดหรือหนังสือกรรมสิทธิ์
- มี Pre-approval หรือข้อมูลวงเงินกู้เบื้องต้น
- สนใจเงื่อนไขวันโอนและค่าใช้จ่ายจริง
- เข้าชมทรัพย์แล้วให้ Feedback ชัดเจน
- พร้อมวางมัดจำภายในกรอบเวลาที่เหมาะสม
ในทางกลับกัน ผู้ซื้อที่ต่อราคาหนักมากตั้งแต่ยังไม่เข้าชมทรัพย์ หรือไม่สามารถแสดงความพร้อมทางการเงินได้ อาจยังไม่ใช่ผู้ซื้อที่พร้อมปิดดีล ผู้ขายจึงไม่ควรหยุดทำการตลาดจนกว่าจะมีการวางมัดจำและลงนามในสัญญาอย่างชัดเจน
เมื่อตกลงราคากันได้ ควรทำสัญญาจะซื้อจะขายทันที โดยฝั่งผู้ขายควรระวังจุดต่อไปนี้
- เก็บเงินมัดจำอย่างเหมาะสม โดยทั่วไปประมาณ 5–10%
- กำหนดกรอบเวลาโอนให้ชัดเจน เช่น ภายใน 30–45 วัน
- หากมีเงื่อนไข “กู้ไม่ผ่าน คืนมัดจำ” ต้องกำหนดหลักฐานให้ชัดเจน เช่น หนังสือปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารตามจำนวนที่ตกลง
- ระบุรายการทรัพย์สินที่รวมในการขาย เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และแอร์
- ระหว่างรอโอน ผู้ขายยังควรดูแลทรัพย์ให้อยู่ในสภาพเดียวกับวันที่ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อ
คำแนะนำจาก SW19
การเจรจาที่ดีไม่ใช่การยืนยันราคาเดิมอย่างเดียว แต่คือการรู้ว่าเงื่อนไขใดสำคัญกับผู้ขายมากที่สุด เช่น เงินสดสุทธิ วันโอน ความมั่นใจของผู้ซื้อ หรือความง่ายในการจัดการเอกสาร แล้วใช้เงื่อนไขเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของการต่อรอง
ขั้นตอนในวันโอน (ฝั่งผู้ขาย)
หน้าที่หลักของผู้ขายในวันโอนคือ นำโฉนดตัวจริงและเอกสารครบชุดไปที่สำนักงานที่ดิน รับชำระเงินส่วนที่เหลือ และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อ
เอกสารที่ผู้ขายควรเตรียม ได้แก่
- โฉนดหรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดตัวจริง หรือ เอกสารจากธนาคาร กรณีทรัพย์ยังติดจำนอง
- บัตรประชาชนและทะเบียนบ้านตัวจริง พร้อมสำเนา
- ใบปลอดหนี้ค่าส่วนกลาง สำหรับคอนโดมิเนียม
- เอกสารคู่สมรสหรือหนังสือยินยอม กรณีสมรส
- กรณีติดจำนอง: ประสานธนาคารมาไถ่ถอนในวันเดียวกัน (ธนาคารรับยอดปิดหนี้จากเงินค่าขายโดยตรง ส่วนต่างเหลือเป็นของผู้ขาย)
หากทรัพย์ยังติดจำนองอยู่ ผู้ขายควรประสานธนาคารล่วงหน้าเพื่อให้เจ้าหน้าที่ธนาคารมาไถ่ถอนจำนองในวันเดียวกับการโอน โดยธนาคารจะรับยอดปิดหนี้จากเงินค่าขาย ส่วนต่างที่เหลือจึงเป็นเงินสุทธิของผู้ขาย
ลำดับการรับเงินที่ปลอดภัย
- รับเฉพาะ แคชเชียร์เช็ค หรือเงินสด สำหรับยอดค่าทรัพย์ก้อนใหญ่ หากเป็นแคชเชียร์เช็ค ต้องตรวจชื่อผู้รับเงิน, จำนวนเงิน, ใบเสร็จที่ใช้ซื้อเช็ค, โทรไปตรวจสอบกับธนาคารที่ออกแคชเชียร์เช็คเพื่อยืนยันการซื้อ ให้ถูกต้องก่อนเซ็นเอกสารโอน
- หากผู้ซื้อกู้ธนาคาร ผู้ให้กู้มักออกแคชเชียร์เช็คให้ผู้ขายโดยตรงที่สำนักงานที่ดิน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ปลอดภัยและตรวจสอบได้
- ไม่ควรรับโอนเงินผ่านแอปสำหรับยอดค่าทรัพย์ก้อนใหญ่ในวันโอน เพราะอาจติดวงเงินโอนต่อวัน หรือเกิดปัญหาการตรวจสอบย้อนหลังได้
ค่าใช้จ่ายฝั่งผู้ขาย เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีธุรกิจเฉพาะ หรืออากรแสตมป์ จะถูกชำระที่สำนักงานที่ดินในวันโอน ผู้ขายจึงควรตรวจยอดโดยประมาณล่วงหน้า และเตรียมเงินหรือวิธีหักจากเงินค่าทรัพย์ตามที่ตกลงกับผู้ซื้อไว้ให้เรียบร้อย
คำถามที่พบบ่อย
ขายบ้านต้องเสียค่าอะไรบ้าง รวมแล้วกี่เปอร์เซ็นต์?
ค่าใช้จ่ายฝั่งผู้ขายโดยทั่วไปอาจอยู่ประมาณ 5–7% ของราคาขาย ประกอบด้วยภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีธุรกิจเฉพาะหรืออากรแสตมป์ และค่าธรรมเนียมโอนตามข้อตกลงในสัญญา หากใช้บริการนายหน้า จะมีค่านายหน้าเพิ่มเติมเมื่อขายสำเร็จ
ถือครองกี่ปีถึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ?
โดยทั่วไป หากถือครองเกิน 5 ปี หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านหลังนั้นเกิน 1 ปีปฏิทิน จะได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยมาจ่ายเป็นอากรแสตมป์แทน อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดก่อนขายจริง
ตั้งราคาขายสูงไว้ก่อนแล้วค่อยลด ดีไหม?
โดยทั่วไปไม่แนะนำ เพราะช่วงแรกของการประกาศเป็นช่วงที่ผู้ซื้อให้ความสนใจมากที่สุด หากตั้งราคาเกินตลาด ผู้ซื้อตัวจริงอาจมองข้าม และเมื่อประกาศค้างนานหรือปรับลดหลายครั้ง อาจทำให้ผู้ซื้อใช้เป็นเหตุผลในการต่อรองมากขึ้น
บ้านยังผ่อนไม่หมด ขายได้ไหม?
ขายได้ โดยใช้วิธีไถ่ถอนจำนองพร้อมโอนในวันเดียวกัน ธนาคารจะรับยอดปิดหนี้จากเงินค่าขาย และส่วนต่างที่เหลือเป็นของผู้ขาย ควรแจ้งธนาคารล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์เพื่อขอยอดปิดหนี้และนัดเจ้าหน้าที่
ใช้นายหน้าหลายเจ้าพร้อมกันได้ไหม?
ทำได้ หากเป็นการฝากขายแบบเปิด หรือ Open Listing แต่ควรแจ้งราคาและเงื่อนไขให้ตรงกันทุกช่องทาง เพราะทรัพย์เดียวกันที่มีหลายประกาศแต่ราคาต่างกัน อาจทำให้ผู้ซื้อขาดความมั่นใจ
ขายบ้านที่ติดสัญญาเช่าอยู่ ทำได้ไหม?
ขายได้ โดยสัญญาเช่าจะติดไปกับทรัพย์ ผู้ซื้อรับช่วงเป็นผู้ให้เช่าต่อจนกว่าจะครบสัญญา ทรัพย์ลักษณะนี้เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการรายได้ทันที แต่ตลาดผู้ซื้อที่ต้องการเข้าอยู่เองอาจแคบลง จึงควรระบุสถานะสัญญาเช่าให้ชัดเจนในประกาศ
บทสรุป
การขายบ้านหรือคอนโดให้สำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชค แต่ขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การตั้งราคาจากข้อมูลจริง เตรียมทรัพย์และเอกสารให้พร้อม เลือกช่องทางขายที่เหมาะสม ทำการตลาดให้เข้าถึงผู้ซื้อตัวจริง และวางแผนค่าใช้จ่ายฝั่งผู้ขายตั้งแต่ต้น
ก่อนประกาศขาย ผู้ขายควรเช็คปีถือครอง ภาษีที่เกี่ยวข้อง ยอดปิดหนี้ธนาคาร และราคาตลาดจริง เพื่อให้รู้ว่าหลังขายแล้วจะเหลือเงินสุทธิเท่าไร และควรตั้งราคาในระดับใดจึงจะเหมาะสม
หากคุณต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการขายบ้าน ขายคอนโด หรือฝากขายอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ ทีม SW19 พร้อมช่วยดูภาพรวม ประเมินแนวทางการขาย และแนะนำขั้นตอนที่เหมาะสมกับทรัพย์ของคุณอย่างเป็นกลางและเป็นมืออาชีพ
ติดต่อ SW19 เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการขายบ้าน ขายคอนโด หรือฝากขายอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ โดยทีมที่ปรึกษาจะช่วยดูภาพรวม ตั้งแต่การประเมินราคา การเตรียมทรัพย์ แนวทางการทำการตลาด ขั้นตอนก่อนวันโอน จนถึงโอนกรรมสิทธิ์เสร็จเรียบร้อย ฝากขายกับ SW19 — เราประเมินราคาให้ฟรี ถ่ายรูปทรัพย์ ทำการตลาดถึงฐานลูกค้าตรงกลุ่มทั้งไทยและต่างชาติ และดูแลเอกสารจนถึงวันโอน


