
ซื้อคอนโดอยู่เอง vs ซื้อลงทุน 2569 ต่างกันยังไง เลือกแบบไหนดี
ซื้ออยู่เองตัดสินใจด้วย "ชีวิตประจำวัน" ส่วนซื้อลงทุนตัดสินใจด้วย "ตัวเลขผลตอบแทน" และสองเกณฑ์นี้มักพาไปคนละห้องกันแม้จะอยู่ในตึกเดียวกัน ห้องที่อยู่สบายที่สุดมักไม่ใช่ห้องที่ให้ผลตอบแทนค่าเช่าดีที่สุด และในทางกลับกัน ห้องที่ปล่อยเช่าง่ายก็มักเป็นห้องที่เจ้าของตัวจริงจะรู้สึกว่าเล็กเกินไป
จากประกาศจริงในพอร์ต SW19 เดือนกรกฎาคม 2569 ผลตอบแทนค่าเช่าขั้นต้น (gross yield) ของคอนโดกรุงเทพฯ อยู่ที่ราว 4.4% ต่อปี โดยมีตั้งแต่ 1.3% ไปจนถึงเกิน 8% ขึ้นกับว่าเลือกห้องแบบไหนและทำเลไหน ความต่างเกือบ 7 เท่านี้แหละคือเหตุผลว่าทำไมต้องรู้เป้าหมายให้ชัดก่อนดูห้อง บทความนี้เทียบเกณฑ์เลือกทรัพย์ ต้นทุนแฝง ความเสี่ยง และให้กรอบตัดสินใจที่ใช้ได้จริง
เป้าหมายซื้ออยู่เองกับลงทุนต่างกันยังไง
ต่างกันที่ "สิ่งที่เราซื้อ" คือ ซื้ออยู่เองคือการซื้อคุณภาพชีวิตรายวัน ส่วนซื้อลงทุนคือการซื้อกระแสเงินสดและส่วนต่างราคาในอนาคต เมื่อสิ่งที่ซื้อต่างกัน เกณฑ์วัดความสำเร็จก็ต้องต่างกันด้วย บ้านที่อยู่เองวัดกันที่เวลาเดินทางและความสุข ส่วนทรัพย์ลงทุนวัดกันที่ผลตอบแทนสุทธิเทียบกับทางเลือกอื่น
| ประเด็น | ซื้ออยู่เอง | ซื้อลงทุน |
|---|---|---|
| ตัวชี้วัดความสำเร็จ | คุณภาพชีวิต เวลาเดินทาง ความสบาย | ผลตอบแทนสุทธิต่อปี และส่วนต่างราคาตอนขาย |
| ระยะเวลาถือครอง | ยาว มักเกิน 10 ปี | ตามแผน อาจ 3-5 ปีหรือถือยาวเพื่อกระแสเงินสด |
| เกณฑ์เลือกทำเล | ใกล้ที่ทำงาน โรงเรียน ครอบครัว | ใกล้แหล่งงาน มหาวิทยาลัย รถไฟฟ้า และมีผู้เช่าจริง |
| ขนาดห้องที่เหมาะ | ใหญ่พอสำหรับสมาชิกทุกคน | ขนาดที่ผู้เช่าส่วนใหญ่ต้องการ ไม่ใช่ขนาดที่เราชอบ |
| งานตกแต่ง | ตามรสนิยมเจ้าของ | กลางๆ ทนทาน ซ่อมง่าย เปลี่ยนผู้เช่าแล้วยังใช้ได้ |
| ภาระหลังซื้อ | ค่าผ่อน ค่าส่วนกลาง ค่าดูแล | เพิ่มงานหาผู้เช่า ทำสัญญา ซ่อมบำรุง และภาษีเงินได้ค่าเช่า |
| ความเสี่ยงหลัก | ผ่อนไม่ไหวเมื่อรายได้สะดุด | ห้องว่าง ผู้เช่าไม่จ่าย ราคาขายต่อไม่ขึ้นตามคาด |
| สภาพคล่อง | ต่ำ ขายแล้วต้องหาที่อยู่ใหม่ | ต่ำเช่นกัน แต่ขายได้โดยไม่กระทบที่อยู่อาศัย |
มีอีกกรณีที่พบบ่อยคือ "ซื้ออยู่เองก่อน แล้วค่อยปล่อยเช่าทีหลัง" ซึ่งทำได้และเป็นเรื่องดี แต่ต้องรู้ตั้งแต่วันซื้อว่าจะเป็นแบบนั้น เพราะจะได้เลือกห้องที่ทั้งอยู่ได้และปล่อยเช่าได้ ไม่ใช่ห้องที่ตกแต่งเฉพาะตัวจนผู้เช่าทั่วไปไม่เอา
เกณฑ์เลือกทรัพย์เมื่อซื้ออยู่เอง
เมื่อซื้ออยู่เอง ให้เรียงลำดับจากสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ไปหาสิ่งที่เปลี่ยนได้ คือ ทำเลและตัวอาคารมาก่อน แล้วค่อยเป็นเรื่องตกแต่งที่แก้ทีหลังได้ เพราะเงินที่จ่ายไปกับทำเลคือส่วนที่ซื้อคืนไม่ได้ ส่วนครัวหรือสีผนังเปลี่ยนเมื่อไรก็ได้
- เวลาเดินทางจริงในชั่วโมงเร่งด่วน — ทดลองเดินทางจากห้องไปที่ทำงานในเวลาจริงอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่ดูจากระยะทางบนแผนที่
- ขนาดที่พอสำหรับ 5 ปีข้างหน้า — ถ้าวางแผนมีลูกหรือให้พ่อแม่มาอยู่ด้วย ให้เผื่อไว้ตั้งแต่ต้น เพราะค่าใช้จ่ายในการย้ายบ้านสูงกว่าที่คิดมาก
- ค่าใช้จ่ายรายเดือนรวมต้องไม่เกิน 35-40% ของรายได้ — นับค่าผ่อน ค่าส่วนกลาง ค่าน้ำ-ไฟ และค่าเดินทางรวมกัน
- ทิศและเสียง — ห้องที่แดดบ่ายเข้าเต็มหรือหันหาถนนใหญ่ ส่งผลกับค่าไฟและการนอนทุกวัน
- ส่วนกลางที่จะได้ใช้จริง — สระว่ายน้ำที่ไม่เคยลงคือค่าส่วนกลางที่จ่ายฟรีทุกเดือน
- คุณภาพนิติบุคคล — เดินดูส่วนกลางของตึกที่อายุ 5-10 ปีในโครงการเดียวกันของผู้พัฒนารายนั้น จะเห็นว่าอีก 10 ปีตึกเราจะเป็นอย่างไร
ตัวเลขอ้างอิงจากพอร์ต SW19 เดือนกรกฎาคม 2569 (ประกาศขายคอนโด 317 รายการ) ราคากลางอยู่ที่ 7.15 ล้านบาท โดยห้องสตูดิโอราคากลาง 6.26 ล้านบาท 1 ห้องนอน 5.49 ล้านบาท 2 ห้องนอน 11.27 ล้านบาท และ 3 ห้องนอน 28.5 ล้านบาท ทั้งนี้พอร์ตของ SW19 เน้นทำเลชั้นในและแนวรถไฟฟ้า ราคาจึงสูงกว่าค่ากลางของกรุงเทพฯ ทั้งเมือง ใช้เป็นกรอบเทียบสำหรับทำเลกลางเมืองเป็นหลัก
เกณฑ์เลือกทรัพย์เมื่อซื้อลงทุน
เมื่อซื้อลงทุน เกณฑ์แรกคือ "มีคนเช่าจริงไหม" ไม่ใช่ "ห้องสวยไหม" และเกณฑ์ที่สองคือผลตอบแทนสุทธิที่คำนวณจากค่าเช่าจริงในตึกนั้น ไม่ใช่ค่าเช่าที่เซลส์บอก วิธีตรวจที่เร็วที่สุดคือดูว่าตึกนั้นมีประกาศปล่อยเช่ากี่ห้องและปล่อยกันที่ราคาเท่าไร ถ้ามีประกาศเช่าค้างเยอะและราคาต่ำลงเรื่อยๆ แปลว่าอุปทานล้น
ข้อมูลจากพอร์ต SW19 เดือนกรกฎาคม 2569 จับคู่ประกาศขายกับประกาศเช่าที่อยู่ในโครงการเดียวกันและจำนวนห้องนอนเท่ากันได้ 59 คู่ ผลตอบแทนขั้นต้นเป็นดังนี้
| กลุ่ม | จำนวนคู่ที่เทียบได้ | ผลตอบแทนขั้นต้น (ค่ากลาง) |
|---|---|---|
| รวมทุกแบบ | 59 | 4.42% ต่อปี (ช่วงกลาง 3.76-5.34%) |
| 1 ห้องนอน | 36 | 4.39% ต่อปี |
| 2 ห้องนอน | 18 | 4.66% ต่อปี |
| 3 ห้องนอน | 3 | 3.04% ต่อปี |
ตัวอย่างสองขั้วที่ชัดที่สุดในชุดข้อมูลเดียวกัน ห้อง 1 ห้องนอนย่านพระราม 9-รามคำแหง ราคาขายกลาง 2.99 ล้านบาท ค่าเช่ากลาง 17,000 บาท คิดเป็น 6.82% ต่อปี ขณะที่ห้อง 3 ห้องนอนย่านสุขุมวิทตอนต้น ราคาขาย 28.5 ล้านบาท ค่าเช่า 31,000 บาท คิดเป็นเพียง 1.31% ต่อปี
รูปแบบที่เห็นซ้ำๆ คือ ห้องราคาแพงในทำเลชั้นในให้ผลตอบแทนค่าเช่าต่ำกว่า ส่วนห้องราคาย่อมเยาในทำเลรอบนอกที่ติดรถไฟฟ้าให้ผลตอบแทนสูงกว่า เพราะค่าเช่าไม่ได้ขึ้นตามราคาขายแบบหนึ่งต่อหนึ่ง คนเช่ามีเพดานงบของตัวเอง ดังนั้นถ้าเป้าหมายคือกระแสเงินสด การไล่ซื้อของแพงที่สุดมักให้ผลตรงกันข้ามกับที่คาด
เกณฑ์คัดห้องลงทุนที่ใช้ได้จริง
- ระยะเดินถึงสถานีไม่เกิน 500 เมตร — เป็นเงื่อนไขแรกที่ผู้เช่าส่วนใหญ่ตั้งไว้ และเป็นสิ่งที่ทำให้ห้องปล่อยได้เร็วเมื่อผู้เช่าเดิมย้ายออก
- ขนาดตรงกับความต้องการหลักของทำเล — ย่านออฟฟิศและมหาวิทยาลัยต้องการสตูดิโอถึง 1 ห้องนอน ส่วนย่านครอบครัวและชาวต่างชาติต้องการ 2 ห้องนอนขึ้นไป
- ตรวจอุปทานในตึกก่อนซื้อ — นับจำนวนห้องที่ประกาศเช่าอยู่ในตึกเดียวกัน ถ้าเกิน 5-10% ของห้องทั้งหมดถือว่าแข่งกันสูง
- ห้องพร้อมอยู่ ผู้เช่าเข้าได้ทันที — เฟอร์นิเจอร์ครบชุดพื้นฐาน เครื่องใช้ไฟฟ้าใช้งานได้ทุกชิ้น ลดเวลาห้องว่างได้มาก
- คิดผลตอบแทนสุทธิเสมอ — ไม่ใช่แค่ค่าเช่า x 12 หารด้วยราคาซื้อ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มองข้ามต้นทุนไปเกือบทั้งหมด
เทียบความเสี่ยงและผลตอบแทนจริง
ผลตอบแทนขั้นต้นที่ 4.4% จะเหลือสุทธิประมาณ 2.5-3.5% หลังหักต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง และนี่คือตัวเลขที่ควรใช้เปรียบเทียบกับทางเลือกลงทุนอื่น ต้นทุนที่คนมองข้ามบ่อยที่สุดคือช่วงห้องว่างระหว่างเปลี่ยนผู้เช่า และค่านายหน้าที่ต้องจ่ายทุกครั้งที่หาผู้เช่าใหม่
| รายการหักจากค่าเช่า | ประมาณการต่อปี | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ห้องว่างระหว่างผู้เช่า | 1-2 เดือนของค่าเช่า | ขึ้นกับทำเลและความเร็วในการหาผู้เช่า |
| ค่านายหน้าปล่อยเช่า | ค่าเช่า 1 เดือน ต่อสัญญา 1 ปี | มาตรฐานตลาด |
| ค่าส่วนกลาง | ราว 50-70 บาท/ตร.ม./เดือน | เจ้าของจ่าย ไม่ใช่ผู้เช่า |
| ซ่อมบำรุง เปลี่ยนของเสีย | ราว 5% ของค่าเช่าทั้งปี | แอร์ เครื่องซักผ้า สุขภัณฑ์ |
| ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง | เริ่มที่ 0.02% ของฐานภาษี | บ้านหลังที่ 2 ขึ้นไปไม่ได้ยกเว้นเหมือนหลังหลัก |
| ภาษีเงินได้จากค่าเช่า | ตามฐานภาษีของผู้ให้เช่า | เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(5) หักค่าใช้จ่ายเหมา 30% หรือตามจริง |
อีกจุดที่ต้องคิดตั้งแต่วันซื้อคือภาษีตอนขาย ถ้าขายภายใน 5 ปีนับแต่ได้มา จะเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาขายหรือราคาประเมิน แล้วแต่อย่างไหนสูงกว่า ซึ่งกินส่วนต่างกำไรไปมาก ส่วนการถือเกิน 5 ปีหรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปีจะเสียเพียงอากรแสตมป์ 0.5% รายละเอียดอยู่ในบทความ ภาษีขายบ้าน-ขายที่ดิน
เรื่องเงินผ่อนก็ต่างกันชัดเจน ถ้ากู้เต็มวงเงินตามสิทธิ LTV 100% ที่ยังใช้ได้ถึง 30 มิถุนายน 2570 ระยะเวลา 30 ปี ที่ดอกเบี้ยเฉลี่ย 6% ต่อปี ตัวเลขค่างวดเทียบกับค่าเช่าเป็นดังนี้
| แบบห้อง | ราคากลาง | ค่างวดต่อเดือน | ค่าเช่ากลางในตลาด | ส่วนต่างที่ต้องเติมเอง |
|---|---|---|---|---|
| 1 ห้องนอน | 5,490,000 | 32,900 | 22,000 | 10,900 |
| 2 ห้องนอน | 11,270,000 | 67,600 | 49,000 | 18,600 |
| ค่ากลางทั้งพอร์ต | 7,150,000 | 42,900 | 26,000 | 16,900 |
ตัวเลขนี้บอกความจริงที่สำคัญที่สุดของการลงทุนคอนโดปล่อยเช่าในกรุงเทพฯ ตอนนี้ คือ ค่าเช่าไม่พอจ่ายค่างวดถ้ากู้เต็มวงเงิน ส่วนต่างราว 11,000-19,000 บาทต่อเดือนคือเงินที่เจ้าของต้องเติมเอง ผู้ที่ลงทุนแล้วกระแสเงินสดเป็นบวกจึงมักเป็นคนที่วางเงินดาวน์สูง (30-40%) หรือซื้อด้วยเงินสด การซื้อลงทุนโดยกู้เต็มวงเงินแล้วหวังให้ค่าเช่าจ่ายค่างวดแทน เป็นสมมติฐานที่ตัวเลขจริงไม่รองรับ
ด้านความเสี่ยง การซื้ออยู่เองมีความเสี่ยงกระจุกอยู่ที่รายได้ของเราเอง ถ้าตกงานหรือรายได้สะดุดก็กระทบทันที ส่วนการซื้อลงทุนมีความเสี่ยงเพิ่มอีกชั้นคือความเสี่ยงจากผู้เช่าและตลาดเช่า ซึ่งควบคุมไม่ได้เต็มที่ ทั้งช่วงห้องว่าง ผู้เช่าค้างค่าเช่า และอุปทานใหม่ที่เข้ามาแข่งในทำเลเดียวกัน แลกมากับข้อดีคือถ้าจำเป็นต้องขาย ก็ขายได้โดยไม่ต้องย้ายบ้าน
ตัดสินใจอย่างไรให้ตรงเป้าหมาย
ใช้ลำดับคำถาม 5 ข้อนี้ก่อนดูห้อง แล้วคำตอบจะบอกเองว่าควรซื้อแบบไหนและควรเลือกห้องแบบไหน
- 1. จะอยู่ในทรัพย์นี้เองหรือไม่ ในอีก 3 ปีข้างหน้า — ถ้าคำตอบคือใช่ ให้ตัดสินใจด้วยเกณฑ์อยู่เองทั้งหมด อย่าเอาเรื่องผลตอบแทนมาปน
- 2. เงินก้อนที่มีคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของราคาทรัพย์ — ถ้าต่ำกว่า 20% การลงทุนปล่อยเช่าจะติดลบด้านกระแสเงินสดเกือบแน่นอน
- 3. รับส่วนต่างที่ต้องเติมทุกเดือนได้นานแค่ไหน — ตอบเป็นจำนวนเดือนที่ยังจ่ายไหวถ้าห้องว่างและไม่มีค่าเช่าเข้าเลย ควรมีอย่างน้อย 6-12 เดือน
- 4. ต้องการกระแสเงินสดรายเดือน หรือส่วนต่างราคาตอนขาย — ถ้าต้องการกระแสเงินสด ให้เน้นห้องราคาย่อมเยาติดรถไฟฟ้าที่ผลตอบแทนสูงกว่า ถ้าเน้นส่วนต่างราคา ให้เน้นทำเลที่มีการพัฒนาใหม่เข้ามาและยอมรับผลตอบแทนค่าเช่าที่ต่ำกว่า
- 5. มีเวลาดูแลผู้เช่าหรือไม่ — ถ้าไม่มี ต้องบวกค่าจ้างบริหารเข้าไปในต้นทุนตั้งแต่แรก ไม่ใช่ไปเจอทีหลัง
กรณีที่ตอบแล้วยังก้ำกึ่ง ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือเลือกทรัพย์ที่ "อยู่เองได้และปล่อยเช่าได้" คือห้อง 1-2 ห้องนอนใกล้รถไฟฟ้า ขนาดมาตรฐานของทำเล ตกแต่งกลางๆ ไม่เฉพาะตัวจนเกินไป เพราะถ้าแผนเปลี่ยนก็ยังเปลี่ยนโหมดได้โดยไม่ต้องขายขาดทุน
สำหรับคนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะลงทุนปล่อยเช่าจริงจัง ขั้นตอนตั้งราคา หาผู้เช่า ทำสัญญา และการดูแลระยะยาว อ่านต่อได้ที่ คู่มือลงทุนคอนโดปล่อยเช่า และ ปล่อยเช่าคอนโด-บ้าน ส่วนคนที่ซื้ออยู่เองให้เริ่มจาก คู่มือซื้อคอนโด และ เตรียมตัวขอสินเชื่อบ้าน
คำถามที่พบบ่อย
ผลตอบแทนค่าเช่าคอนโดกรุงเทพฯ เท่าไรถึงเรียกว่าดี?
จากประกาศจริงในพอร์ต SW19 เดือนกรกฎาคม 2569 ค่ากลางของผลตอบแทนขั้นต้นอยู่ที่ 4.42% ต่อปี ดังนั้นห้องที่ให้เกิน 5% ถือว่าอยู่ในกลุ่มบน และเกิน 6% ถือว่าดีมากสำหรับตลาดกรุงเทพฯ ตอนนี้ แต่ต้องตรวจด้วยว่าค่าเช่าที่ใช้คำนวณเป็นค่าเช่าที่ปล่อยได้จริงในตึกนั้น ไม่ใช่ราคาตั้งที่ยังไม่มีคนเช่า
ซื้ออยู่เองแล้วปล่อยเช่าทีหลังได้ไหม?
ได้ และเป็นแผนที่ยืดหยุ่นที่สุด แต่ต้องเลือกห้องให้รองรับทั้งสองแบบตั้งแต่วันซื้อ คือใกล้รถไฟฟ้า ขนาดตรงกับความต้องการหลักของทำเล และตกแต่งแบบกลางๆ นอกจากนี้ควรรู้ว่าเมื่อเปลี่ยนเป็นปล่อยเช่า จะมีภาษีเงินได้จากค่าเช่าเพิ่มเข้ามา และถ้าย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน สิทธิลดหย่อนภาษีที่ดินสำหรับบ้านหลังหลักก็จะเปลี่ยนไปด้วย
ห้องแบบไหนปล่อยเช่าง่ายที่สุด?
ห้อง 1 ห้องนอนขนาด 28-35 ตารางเมตร ในตึกที่เดินถึงสถานีรถไฟฟ้าได้ภายใน 500 เมตร ปล่อยเช่าง่ายที่สุดเพราะเป็นช่วงงบที่ผู้เช่าส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ตั้งไว้ ข้อมูลในพอร์ตยืนยันว่ากลุ่ม 1 ห้องนอนมีประกาศเช่ามากที่สุดคือ 489 รายการจากทั้งหมด 773 รายการ ค่าเช่ากลาง 22,000 บาทต่อเดือน
ลงทุนคอนโดกับปล่อยให้เงินอยู่ในสินทรัพย์อื่น อันไหนดีกว่า?
ต้องเทียบด้วยผลตอบแทนสุทธิหลังหักต้นทุนและภาษี ซึ่งคอนโดปล่อยเช่ามักเหลือราว 2.5-3.5% ต่อปี บวกโอกาสได้ส่วนต่างราคาตอนขาย ข้อดีของอสังหาฯ คือใช้เงินกู้สร้างผลตอบแทนทบต้นได้และเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ ข้อเสียคือสภาพคล่องต่ำ ขายไม่ได้ในวันเดียว และมีงานดูแลต่อเนื่อง บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ควรพิจารณาตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้ของตัวเอง
ซื้อลงทุนได้สิทธิ LTV 100% และค่าโอน 0.01% ด้วยไหม?
สิทธิผ่อนปรน LTV ให้กู้ได้เต็มวงเงินมีผลถึง 30 มิถุนายน 2570 และครอบคลุมผู้กู้รายย่อยทั่วไป ส่วนการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% มีเงื่อนไขมากกว่า คือต้องเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยและราคาไม่เกินเพดาน 7 ล้านบาท รายละเอียดและเงื่อนไขทั้งหมดอยู่ที่ มาตรการรัฐ/LTV ซื้อบ้าน 2569
ถ้าจะขายทำกำไร ควรถือกี่ปี?
ในแง่ภาษี การถือเกิน 5 ปีนับแต่ได้มาจะเปลี่ยนจากภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% เป็นอากรแสตมป์ 0.5% ซึ่งต่างกันเกือบ 3% ของราคาขาย ดังนั้นถ้าไม่มีเหตุจำเป็น การถือให้พ้น 5 ปีมักคุ้มกว่า เว้นแต่ราคาตลาดขึ้นแรงจนส่วนต่างกำไรมากกว่าภาษีที่ต้องเสียเพิ่ม
สรุป: รู้เป้าหมายก่อน แล้วค่อยดูห้อง
ซื้ออยู่เองให้ตัดสินด้วยชีวิตประจำวันและความสามารถในการผ่อน ส่วนซื้อลงทุนให้ตัดสินด้วยผลตอบแทนสุทธิและความสามารถในการรับช่วงห้องว่าง ตัวเลขจริงจากพอร์ต SW19 บอกว่าผลตอบแทนขั้นต้นของคอนโดกรุงเทพฯ อยู่ที่ราว 4.4% ต่อปี ห้องเล็กราคาย่อมเยาติดรถไฟฟ้าให้ผลตอบแทนดีกว่าห้องใหญ่ราคาแพงในทำเลชั้นใน และค่าเช่าไม่พอจ่ายค่างวดถ้ากู้เต็มวงเงิน
คนที่ผิดหวังกับการลงทุนอสังหาฯ ส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกห้องผิด แต่ตั้งเป้าหมายไม่ชัดตั้งแต่ต้น แล้วใช้เกณฑ์ของการซื้ออยู่เองไปเลือกทรัพย์ลงทุน ถ้าอยากดูตัวเลขค่าเช่าและราคาขายจริงรายโครงการก่อนตัดสินใจ ทีม SW19 มีข้อมูลทั้งฝั่งขายและฝั่งเช่าในตึกเดียวกันให้เทียบได้ที่ sw19.co.th


