SW19
รีไฟแนนซ์บ้าน 2569 คุ้มไหม ค่าใช้จ่ายเท่าไร คำนวณจุดคุ้มทุนก่อนย้ายธนาคาร

รีไฟแนนซ์บ้าน 2569 คุ้มไหม ค่าใช้จ่ายเท่าไร คำนวณจุดคุ้มทุนก่อนย้ายธนาคาร

รีไฟแนนซ์บ้านคือการกู้เงินก้อนใหม่จากธนาคารอีกแห่งมาปิดหนี้บ้านก้อนเดิม เพื่อเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่เด้งขึ้นหลังหมดโปรโมชัน 3 ปีแรก ให้กลับมาอยู่ในอัตราโปรโมชันต่ำอีกรอบ ผลลัพธ์ที่จับต้องได้คือค่างวดลดลงทันที หรือถ้าเลือกจ่ายเท่าเดิม เงินต้นจะถูกตัดเร็วขึ้นมาก

ตัวเลขที่ทำให้เห็นภาพชัดที่สุด ยอดหนี้คงเหลือ 3 ล้านบาท ระยะเวลาที่เหลือ 20 ปี ถ้าดอกเบี้ยเดิมอยู่ที่ 6% แล้วรีไฟแนนซ์ไปได้ที่เฉลี่ย 3% ดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ใน 3 ปีคือ 263,147 บาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ทั้งหมดอยู่ราว 42,000 บาท แปลว่าคืนทุนภายใน ไม่ถึง 6 เดือน ที่เหลือคือกำไรล้วน

แต่รีไฟแนนซ์ไม่ได้คุ้มเสมอไป ถ้าส่วนต่างดอกเบี้ยแคบ ยอดหนี้เหลือน้อย หรือยังไม่พ้น 3 ปีแรกจนติดค่าปรับ ตัวเลขอาจพลิกเป็นขาดทุนได้ บทความนี้จึงให้ทั้งสูตรคำนวณ ตารางจุดคุ้มทุน ค่าใช้จ่ายรายการต่อรายการในปี 2569 และกรณีที่ไม่ควรรีไฟแนนซ์

รีไฟแนนซ์กับรีเทนชันต่างกันอย่างไร

รีไฟแนนซ์คือการย้ายหนี้ไปธนาคารใหม่ ส่วนรีเทนชันคือการขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิมโดยไม่ย้าย ความต่างที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ชื่อเรียก แต่คือรีเทนชันแทบไม่มีค่าใช้จ่ายและใช้เวลาไม่กี่วัน ส่วนรีไฟแนนซ์มีค่าใช้จ่ายหลักหมื่นแต่มักได้ดอกเบี้ยต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นรีเทนชัน (ธนาคารเดิม)รีไฟแนนซ์ (ธนาคารใหม่)
ต้องจดจำนองใหม่ไหมไม่ต้อง เพราะหลักประกันยังอยู่กับธนาคารเดิมต้อง จึงมีค่าจดจำนอง 1% ของวงเงิน
ค่าใช้จ่ายโดยรวมราว 1,000-4,000 บาท เป็นค่าดำเนินการที่ธนาคารกำหนด บางแห่งไม่คิดราว 1.4-1.5% ของวงเงินกู้ ยอด 3 ล้านบาทตกราว 42,000 บาท
ระยะเวลาดำเนินการราว 3-7 วันทำการ ยื่นที่สาขาหรือผ่านแอปได้ราว 30-45 วัน ต้องยื่นกู้ใหม่ ประเมินหลักประกัน และนัดวันไถ่ถอน
เอกสารที่ใช้บัตรประชาชนกับแบบฟอร์มขอลดดอกเบี้ยชุดเอกสารสมัครสินเชื่อเต็มรูปแบบ รายได้ หลักประกัน และสัญญาเดิม
ผลต่อเครดิตบูโรไม่เกิดการสอบถามเครดิตใหม่เกิดการตรวจเครดิตและมีสัญญาใหม่เข้าระบบ
อัตราดอกเบี้ยที่มักได้ลดลงจากอัตราปัจจุบันราว 0.5-1.5%กลับไปอยู่อัตราโปรโมชัน มักต่างจากอัตราลอยตัวเดิม 2-3%
เหมาะกับใครยอดหนี้เหลือน้อย ไม่อยากเสียเวลา หรือรายได้เปลี่ยนจนกลัวกู้ใหม่ไม่ผ่านยอดหนี้ยังสูง เอกสารรายได้พร้อม และอยากลดดอกให้มากที่สุด

วิธีที่ประหยัดที่สุดจริง ๆ คือทำทั้งสองอย่างตามลำดับ ขอใบเสนอเงื่อนไขจากธนาคารใหม่ก่อน แล้วเอาไปยื่นกับธนาคารเดิมเพื่อขอรีเทนชัน ถ้าธนาคารเดิมสู้ราคาได้ใกล้เคียงก็อยู่ที่เดิมแล้วประหยัดค่าจดจำนองไปทั้งก้อน ถ้าสู้ไม่ได้ค่อยย้ายจริง วิธีนี้ไม่ผิดกติกาและเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่สินเชื่อคาดหมายอยู่แล้ว

ลองเทียบด้วยตัวเลขจริงที่ยอดหนี้ 3 ล้านบาท เหลือ 20 ปี ดอกเบี้ยปัจจุบัน 6%

ทางเลือกดอกเบี้ยที่จ่ายใน 3 ปีค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียรวมต้นทุน 3 ปี
ไม่ทำอะไร ปล่อยที่ 6%518,339 บาท0 บาท518,339 บาท
รีเทนชัน ลดเหลือ 4.5%385,938 บาท2,000 บาท387,938 บาท
รีไฟแนนซ์ ได้เฉลี่ย 3%255,191 บาท42,000 บาท297,191 บาท

รีไฟแนนซ์ชนะรีเทนชันอยู่ราว 90,700 บาทในกรอบ 3 ปี ทั้งที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 40,000 บาท เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยกินขาด แต่ถ้ายอดหนี้เหลือแค่ 8 แสนบาท ผลลัพธ์จะกลับด้านทันที นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องคำนวณก่อนเสมอ ห้ามตัดสินจากคำว่า "ดอกถูกกว่า" อย่างเดียว

รีไฟแนนซ์ตอนไหนถึงคุ้ม

จังหวะมาตรฐานคือเมื่อครบ 3 ปีนับจากวันทำสัญญา เพราะเป็นทั้งวันที่โปรโมชันดอกเบี้ยต่ำหมดลง และเป็นวันที่พ้นเงื่อนไขค่าปรับกรณีปิดหนี้ก่อนกำหนดพอดี การรีไฟแนนซ์ก่อนหน้านั้นทำได้ แต่ต้องเอาค่าปรับมาบวกเข้าไปในการคำนวณด้วย

เรื่องค่าปรับมีที่มาชัดเจน ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดห้ามผู้ให้บริการเรียกเก็บค่าปรับจากการปิดหนี้ก่อนกำหนด (prepayment fee) มีผลตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2567 แต่ยกเว้นสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งยังเรียกเก็บได้เฉพาะกรณีรีไฟแนนซ์ภายใน 3 ปีแรกนับจากวันทำสัญญา อัตราที่ธนาคารส่วนใหญ่กำหนดอยู่ที่ 2-3% ของยอดหนี้คงเหลือ ซึ่งไม่ใช่เงินเล็ก

ยอดหนี้คงเหลือค่าปรับ 3% หากรีไฟแนนซ์ก่อนครบ 3 ปีเท่ากับค่างวดกี่เดือน (ค่างวดราว 7,200 บ./ล้าน)
1,000,000 บาท30,000 บาทราว 4 งวด
2,000,000 บาท60,000 บาทราว 4 งวด
3,000,000 บาท90,000 บาทราว 4 งวด
5,000,000 บาท150,000 บาทราว 4 งวด

ข้อสังเกตที่คนมักพลาดคือ ในช่วง 3 ปีแรกดอกเบี้ยของสัญญาเดิมยังเป็นอัตราโปรโมชันที่ต่ำอยู่แล้ว ส่วนต่างระหว่างของเดิมกับของใหม่จึงแคบมาก เมื่อบวกค่าปรับ 2-3% เข้าไป การรีไฟแนนซ์ก่อนกำหนดจึงแทบไม่เคยคุ้ม ยกเว้นกรณีพิเศษเช่นต้องถอนชื่อผู้กู้ร่วมออกอย่างเร่งด่วน

ตัวชี้วัดที่ใช้ตัดสินใจได้จริงคือ จุดคุ้มทุน คำนวณง่าย ๆ ว่า ค่าใช้จ่ายรีไฟแนนซ์ทั้งหมด หารด้วย เงินที่ประหยัดได้ต่อเดือน ถ้าผลลัพธ์ต่ำกว่า 12 เดือนถือว่าคุ้มชัดเจน ถ้าเกิน 24 เดือนควรคิดหนัก ตารางด้านล่างคำนวณจากยอดหนี้ 3 ล้านบาท เหลือ 20 ปี ค่าใช้จ่ายรีไฟแนนซ์ 42,000 บาท

ดอกเบี้ยที่ลดลงได้ประหยัดต่อเดือน (เฉลี่ย 3 ปี)ประหยัดรวม 3 ปีจุดคุ้มทุนกำไรสุทธิ 3 ปี
0.5%1,230 บาท44,297 บาท34 เดือน2,297 บาท
1.0%2,457 บาท88,435 บาท17 เดือน46,435 บาท
1.5%3,678 บาท132,400 บาท11 เดือน90,400 บาท
2.0%4,894 บาท176,183 บาท9 เดือน134,183 บาท
2.5%6,105 บาท219,769 บาท7 เดือน177,769 บาท
3.0%7,310 บาท263,147 บาท6 เดือน221,147 บาท

อ่านตารางนี้ให้ครบต้องดูบรรทัดแรกด้วย ที่ส่วนต่างเพียง 0.5% กำไรสุทธิตลอด 3 ปีเหลือแค่ 2,297 บาท ซึ่งไม่คุ้มกับการเดินเอกสาร 45 วันเลย เส้นแบ่งในทางปฏิบัติคือส่วนต่างดอกเบี้ยควรอย่างน้อย 1% และยอดหนี้คงเหลือควรเกิน 1 ล้านบาท ถ้าต่ำกว่านั้นให้ใช้รีเทนชันแทน

สัญญาณอีกอย่างที่บอกว่าถึงเวลาแล้วคือดูใบแจ้งยอดว่าค่างวดที่จ่ายไปแต่ละเดือนถูกหักเป็นดอกเบี้ยกี่บาท ถ้าจ่าย 21,000 บาทแล้วเป็นดอกเบี้ยเสีย 14,000 บาท เงินต้นลดแค่ 7,000 บาท นั่นคือสัญญาณว่าดอกเบี้ยเด้งขึ้นเป็นอัตราลอยตัวแล้ว หลักการเลือกดอกเบี้ยและโครงสร้างสินเชื่อทั้งหมดอธิบายไว้ในสินเชื่อบ้าน 2569

ตารางเปรียบเทียบดอกเบี้ยและจุดคุ้มทุนของการรีไฟแนนซ์บ้าน

คำนวณดอกเบี้ยที่ประหยัดได้

เงินที่ประหยัดได้จริงคำนวณจากผลต่างของดอกเบี้ยสะสมที่จ่ายในช่วง 3 ปีของโปรโมชันใหม่ ไม่ใช่ผลต่างของค่างวด เพราะค่างวดที่ลดลงบางส่วนเป็นแค่การยืดหนี้ ส่วนดอกเบี้ยสะสมคือเงินที่หายออกจากกระเป๋าจริง ๆ

ตารางนี้คำนวณที่เงื่อนไขเดียวกันทั้งแถว คือระยะเวลาที่เหลือ 20 ปี ดอกเบี้ยเดิม 6% ต่อปี รีไฟแนนซ์ได้ที่เฉลี่ย 3% ต่อปีในช่วง 3 ปีแรก

ยอดหนี้คงเหลือค่างวดเดิมค่างวดใหม่ดอกเบี้ย 3 ปีแบบเดิมดอกเบี้ย 3 ปีแบบใหม่ประหยัดได้หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือ
1,000,000 บาท7,164 บาท5,546 บาท172,780 บาท85,064 บาท87,716 บาท71,716 บาท
2,000,000 บาท14,329 บาท11,092 บาท345,559 บาท170,128 บาท175,432 บาท146,432 บาท
3,000,000 บาท21,493 บาท16,638 บาท518,339 บาท255,191 บาท263,147 บาท221,147 บาท
5,000,000 บาท35,822 บาท27,730 บาท863,898 บาท425,319 บาท438,579 บาท370,579 บาท
7,000,000 บาท50,150 บาท38,822 บาท1,209,457 บาท595,447 บาท614,011 บาท520,011 บาท

จุดที่ต้องตัดสินใจต่อจากนี้คือ เมื่อดอกเบี้ยลดแล้ว จะลดค่างวดตาม หรือคงค่างวดเดิมไว้ สองทางนี้ให้ผลต่างกันมหาศาล

ใช้ยอดหนี้ 3 ล้านบาท เหลือ 20 ปีเป็นตัวอย่าง

ทางเลือกหลังรีไฟแนนซ์ค่างวดต่อเดือนระยะเวลาจนปิดหนี้ดอกเบี้ยรวมที่จ่ายจนจบเทียบกับไม่รีไฟแนนซ์
ไม่รีไฟแนนซ์ อยู่ที่ 6% ต่อ21,493 บาท20 ปี2,158,304 บาทเป็นฐานเปรียบเทียบ
รีไฟแนนซ์ 3% แล้วลดค่างวด16,638 บาท20 ปี993,103 บาทประหยัด 1,165,201 บาท
รีไฟแนนซ์ 3% แต่คงค่างวดเดิม21,493 บาท14 ปี 4 เดือน694,277 บาทประหยัด 1,464,027 บาท และปิดหนี้เร็วขึ้น 5 ปี 8 เดือน

การคงค่างวดเดิมไว้ประหยัดกว่าอีกเกือบ 300,000 บาท และตัดเวลาผ่อนออกไปเกือบ 6 ปี โดยที่กระแสเงินสดรายเดือนไม่เปลี่ยนแปลงเลยเพราะคุณจ่ายเท่าที่จ่ายอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้เดือดร้อนเรื่องสภาพคล่อง นี่คือทางเลือกที่ดีที่สุด และธนาคารส่วนใหญ่ยอมให้ตั้งค่างวดสูงกว่าขั้นต่ำได้ตั้งแต่วันทำสัญญา

ตัวเลขข้างต้นสมมติดอกเบี้ยคงที่เพื่อให้เปรียบเทียบได้ ในความจริงหลังหมดโปร 3 ปี ดอกเบี้ยจะกลับไปอิง MRR ซึ่งลอยตัว หลายคนจึงวางแผนรีไฟแนนซ์ซ้ำทุก 3 ปี เป็นวงจร ซึ่งทำได้และไม่ผิดกติกา เพียงแต่ต้องเผื่อค่าใช้จ่ายรอบละครั้งเข้าไปในสมการทุกครั้ง

ดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ปี 2569 อยู่ที่เท่าไร

ณ เดือนสิงหาคม 2569 ดอกเบี้ยโปรโมชันรีไฟแนนซ์เฉลี่ย 3 ปีแรกของธนาคารหลักอยู่ราว 2.4-3.5% ต่อปี ขณะที่อัตราลอยตัวหลังหมดโปรอิงกับ MRR ซึ่งอยู่ในช่วง 6.50-7.11% สำหรับธนาคารขนาดใหญ่ ช่องว่างระหว่างสองอัตรานี้คือแหล่งที่มาของเงินที่ประหยัดได้ทั้งหมด

อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศ ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เป็นดังนี้

ธนาคารMRRMLRMOR
กรุงเทพ6.500%6.350%6.500%
ไทยพาณิชย์6.575%6.350%6.275%
กสิกรไทย6.580%6.520%6.340%
กรุงศรีอยุธยา6.670%6.550%6.375%
กรุงไทย6.845%6.300%6.270%
ทหารไทยธนชาต7.105%6.950%6.600%
ทิสโก้7.400%7.350%7.100%
ยูโอบี8.075%7.520%7.200%

เรื่องที่คนดูข้ามคือ MRR ของแต่ละธนาคารต่างกันได้ถึง 1.5% ธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำสุดอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดถ้า MRR ของเขาสูงกว่าคนอื่นมาก เพราะพอพ้นปีที่ 3 คุณจะไปเจอดอกที่แพงกว่า สูตรที่ควรใช้คือดูทั้งสองตัว อัตราเฉลี่ย 3 ปีบอกว่าช่วงโปรจ่ายเท่าไร ส่วนสูตรลอยตัวแบบ "MRR ลบเท่าไร" บอกว่าหลังโปรจะเจออะไร

ยกตัวอย่างธนาคารที่เสนอ MRR-1.130% โดยมี MRR 7.105% เท่ากับดอกลอยตัว 5.975% ส่วนอีกแห่งเสนอ MRR-1.000% แต่ MRR อยู่ที่ 6.500% เท่ากับ 5.500% ซึ่งถูกกว่า ทั้งที่ตัวเลข "ลบ" น้อยกว่า

ในเชิงภาพรวม อัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงินอยู่ที่ 1.00% ต่อปี หลังปรับลดจาก 1.25% เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นระดับต่ำและเป็นเหตุผลว่าทำไมโปรโมชันรีไฟแนนซ์ในปีนี้ยังกดลงมาถึงระดับ 2 ปลาย ๆ ได้ แต่อย่าลืมว่าอัตราโปรโมชันเปลี่ยนได้ทุกเดือนและมักผูกกับเงื่อนไขเช่นวงเงินขั้นต่ำหรือการทำประกัน ตัวเลขที่เห็นในโฆษณาจึงเป็นอัตราต่ำสุดที่มีเงื่อนไขครบเสมอ ต้องขอใบเสนอเฉพาะรายถึงจะรู้ของจริง

ค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์

ค่าใช้จ่ายรวมของการรีไฟแนนซ์อยู่ราว 1.3-1.6% ของวงเงินกู้ใหม่ โดยก้อนใหญ่ที่สุดคือค่าจดทะเบียนจำนอง 1% ของวงเงิน ซึ่งจ่ายที่สำนักงานที่ดินและไม่มีทางเลี่ยง ที่เหลือเป็นค่าประเมิน ค่าอากรแสตมป์ และค่าดำเนินการที่ต่อรองหรือขอยกเว้นได้บ้าง

รายการอัตราวงเงิน 2 ล้านวงเงิน 3 ล้านวงเงิน 5 ล้านหมายเหตุ
ค่าจดทะเบียนจำนอง1% ของวงเงินจำนอง สูงสุด 200,000 บาท20,000 บาท30,000 บาท50,000 บาทจ่ายกรมที่ดินในวันจดจำนอง ต่อรองไม่ได้
ค่าอากรแสตมป์0.05% ของวงเงินกู้ สูงสุด 10,000 บาท1,000 บาท1,500 บาท2,500 บาทติดบนสัญญากู้
ค่าประเมินหลักประกันราว 2,000-3,500 บาท3,000 บาท3,000 บาท3,000 บาทบางธนาคารยกเว้นให้ในช่วงโปรโมชัน
ค่าธรรมเนียมจัดการสินเชื่อ0-0.5% ของวงเงิน5,000 บาท7,500 บาท12,500 บาทต่อรองได้ หลายแห่งยกเว้นให้
ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยราว 1,000-2,500 บาทต่อปีต่อทุนประกัน 1 ล้านราว 3,000 บาท (3 ปี)ราว 4,500 บาท (3 ปี)ราว 7,500 บาท (3 ปี)กฎหมายสัญญาบังคับให้ทำ แต่เลือกบริษัทเองได้
รวมโดยประมาณ-ราว 32,000 บาทราว 46,500 บาทราว 75,500 บาทยังไม่รวม MRTA ซึ่งไม่บังคับ

ประเด็นที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุดในปี 2569 คือมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดจำนองเหลือ 0.01% ใช้กับการรีไฟแนนซ์ไม่ได้ เพราะเงื่อนไขของมาตรการกำหนดว่าต้องเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองในคราวเดียวกัน การรีไฟแนนซ์เป็นการจดจำนองใหม่โดยไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ จึงเสียค่าจดจำนองเต็มอัตรา 1% รายละเอียดเงื่อนไขของมาตรการอยู่ในค่าโอนและค่าจดจำนอง 2569 และภาพรวมมาตรการรัฐทั้งชุดอยู่ในมาตรการรัฐและ LTV

อีกเรื่องที่ต้องแยกให้ออกคือ MRTA หรือประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับตามกฎหมาย ธนาคารเสนอเพราะช่วยลดความเสี่ยงและมักแลกกับดอกเบี้ยที่ต่ำลง 0.25-0.50% ซึ่งบางกรณีก็คุ้ม วิธีตัดสินคือถามเจ้าหน้าที่ตรง ๆ ว่าถ้าไม่ทำ MRTA ดอกเบี้ยจะเป็นเท่าไร แล้วเอาส่วนต่างดอกที่ประหยัดได้ตลอด 3 ปีมาเทียบกับเบี้ยประกันที่จ่าย ถ้าเบี้ยแพงกว่าที่ประหยัดได้ก็ไม่ต้องทำ และถ้าเจอการบังคับขายพ่วงโดยไม่ให้ทางเลือก นั่นคือสิ่งที่ร้องเรียนกับธนาคารแห่งประเทศไทยได้

ข้อควรระวังเรื่องวงเงิน หลายคนขอวงเงินรีไฟแนนซ์สูงกว่ายอดหนี้เดิมเพื่อเอาเงินส่วนต่างมาใช้ ซึ่งทำได้ในบางผลิตภัณฑ์ แต่จำไว้ว่าค่าจดจำนอง 1% คิดจากวงเงินจำนองทั้งก้อน ไม่ใช่เฉพาะส่วนที่เกิน ขอเพิ่ม 1 ล้านบาทจึงมีต้นทุนค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 10,000 บาททันที และดอกเบี้ยของส่วนที่เกินยังใช้ลดหย่อนภาษีไม่ได้ด้วย ซึ่งอธิบายต่อในหัวข้อถัดไป

เอกสารและขั้นตอนรีไฟแนนซ์

ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาราว 30-45 วันนับจากวันยื่นเอกสารถึงวันจดจำนองที่สำนักงานที่ดิน โดยจุดที่กินเวลามากที่สุดคือการรออนุมัติสินเชื่อและการนัดวันไถ่ถอนกับธนาคารเดิม เริ่มเตรียมตัวล่วงหน้าราว 2-3 เดือนก่อนครบ 3 ปีจะพอดีที่สุด

ลำดับขั้นตอนระยะเวลาสิ่งที่ต้องทำ
1เช็กยอดหนี้และวันครบ 3 ปี1 วันขอหนังสือรับรองยอดหนี้คงเหลือจากธนาคารเดิม ตรวจวันทำสัญญาเพื่อเลี่ยงค่าปรับ
2เปรียบเทียบข้อเสนอ 3-4 ธนาคาร3-7 วันขอใบเสนอเงื่อนไขเป็นลายลักษณ์อักษร ดูทั้งอัตราเฉลี่ย 3 ปีและสูตรลอยตัวหลังโปร
3ยื่นรีเทนชันกับธนาคารเดิมคู่ขนาน3-7 วันใช้ใบเสนอจากธนาคารใหม่เป็นข้อมูลประกอบ ถ้าธนาคารเดิมสู้ได้ก็จบตรงนี้
4ยื่นเอกสารสมัครสินเชื่อ1 วันยื่นชุดเอกสารครบตามตารางด้านล่าง
5ธนาคารประเมินหลักประกัน7-14 วันนัดเจ้าหน้าที่เข้าดูทรัพย์ ทำความสะอาดและเปิดไฟให้เรียบร้อย
6รออนุมัติและเซ็นสัญญา7-14 วันอ่านสัญญาให้ครบ โดยเฉพาะเงื่อนไขค่าปรับรอบใหม่และสูตรดอกลอยตัว
7นัดวันไถ่ถอนกับธนาคารเดิม7-14 วันแจ้งธนาคารเดิมล่วงหน้าตามที่สัญญากำหนด มักต้องแจ้งก่อน 7-30 วัน
8จดจำนองใหม่ที่สำนักงานที่ดินครึ่งวันทั้งสองธนาคารและผู้กู้ไปพร้อมกัน จ่ายค่าธรรมเนียมวันนั้น รับโฉนดฉบับจำนองใหม่

เอกสารที่ต้องเตรียม แบ่งเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มเอกสารข้อควรระวัง
ส่วนตัวบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรสหรือใบหย่า ใบเปลี่ยนชื่อสกุลชื่อในทุกเอกสารต้องตรงกัน ถ้าเปลี่ยนนามสกุลหลังทำสัญญาเดิมต้องแนบใบเปลี่ยนด้วย
รายได้ (พนักงานประจำ)สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน หนังสือรับรองเงินเดือน สเตทเมนต์บัญชีเงินเดือน 6 เดือนธนาคารดูรายได้ปัจจุบัน ไม่ใช่รายได้ตอนกู้ครั้งแรก ถ้ารายได้ลดลงมากอาจไม่ผ่าน
รายได้ (เจ้าของกิจการ)ทะเบียนการค้าหรือหนังสือรับรองบริษัท สเตทเมนต์ 6-12 เดือน ภ.พ.30 หรือ ภ.ง.ด.ต้องการเดินบัญชีย้อนหลังนานกว่าและมักได้วงเงินต่ำกว่าพนักงานประจำ
หลักประกันสำเนาโฉนดหรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดทุกหน้า สัญญาซื้อขาย (ท.ด.13) สัญญากู้และสัญญาจำนองฉบับเดิมขอสำเนาสัญญาเดิมจากธนาคารเดิมได้ ปกติไม่คิดค่าธรรมเนียมหรือคิดเล็กน้อย
ยอดหนี้หนังสือรับรองยอดหนี้คงเหลือ (statement) และใบเสร็จผ่อนย้อนหลัง 12 เดือนประวัติผ่อนต้องไม่มีค้างชำระ ค้างเกิน 1 งวดในรอบ 12 เดือนมีผลต่อการอนุมัติมาก

ตัวแปรที่ตัดสินว่าอนุมัติหรือไม่คือความสามารถในการผ่อนวันนี้ ไม่ใช่วันที่กู้ครั้งแรก ถ้าระหว่างทางมีหนี้ก้อนใหม่เช่นรถหรือบัตรเครดิต ภาระรวมอาจเกินเพดานจนถูกปฏิเสธ วิธีเตรียมตัวและเกณฑ์ที่ธนาคารใช้อยู่ในเตรียมตัวขอสินเชื่อบ้าน และถ้าเคยถูกปฏิเสธมาก่อนควรอ่านกู้ซื้อบ้านไม่ผ่าน ก่อนยื่นรอบใหม่

เอกสารและขั้นตอนการรีไฟแนนซ์บ้านที่สำนักงานที่ดิน

รีไฟแนนซ์แล้วยังลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยบ้านได้ไหม

ยังได้ แต่เฉพาะดอกเบี้ยของวงเงินส่วนที่ไม่เกินยอดหนี้ที่ค้างชำระอยู่เดิมเท่านั้น ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้กำหนดชัดว่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่นำมาหักลดหย่อนได้ ให้รวมถึงดอกเบี้ยของเงินกู้ที่กู้มาเพื่อชำระหนี้เงินกู้เดิมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างที่อยู่อาศัย โดยจำกัดเฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าหนี้ที่ค้างชำระนั้น

ผลในทางปฏิบัติมี 2 ข้อที่ต้องจำ

กรณีวงเงินรีไฟแนนซ์ยอดหนี้เดิมคงเหลือดอกเบี้ยที่ลดหย่อนได้
รีไฟแนนซ์เท่ายอดหนี้เดิม2,500,000 บาท2,500,000 บาทได้เต็มจำนวน สูงสุด 100,000 บาทต่อปี
ขอวงเงินเพิ่มเพื่อใช้จ่ายอื่น3,500,000 บาท2,500,000 บาทได้เฉพาะสัดส่วนของ 2.5 ล้าน คิดเป็นราว 71% ของดอกเบี้ยที่จ่าย
รีไฟแนนซ์เพื่อซื้อรถหรือลงทุน--ส่วนที่ไม่ได้ใช้ชำระหนี้บ้านเดิม ใช้ลดหย่อนไม่ได้

สิ่งที่ต้องทำหลังรีไฟแนนซ์เสร็จคือแจ้งความยินยอมให้ธนาคารใหม่ส่งข้อมูลดอกเบี้ยให้กรมสรรพากร เพราะระบบยื่นภาษีออนไลน์ดึงข้อมูลจากธนาคารโดยตรง ถ้าไม่ได้ให้ความยินยอมกับธนาคารใหม่ ตัวเลขดอกเบี้ยจะไม่ขึ้นในแบบ และต้องขอหนังสือรับรองดอกเบี้ยมาแนบเอง คนที่รีไฟแนนซ์กลางปีต้องระวังเป็นพิเศษเพราะปีนั้นจะมีดอกเบี้ยจากสองธนาคาร ต้องรวมทั้งสองใบและยังคงเพดานรวมที่ 100,000 บาทเท่าเดิม

ถ้าเป็นการกู้ร่วม เพดาน 100,000 บาทยังเป็นของทั้งหลังไม่ใช่ของแต่ละคน และเฉลี่ยตามจำนวนผู้กู้ ซึ่งมีรายละเอียดที่ควรวางแผนก่อนตัดสินใจ อ่านต่อได้ในกู้ร่วมซื้อบ้าน

กรณีที่ไม่ควรรีไฟแนนซ์

มีอย่างน้อย 6 สถานการณ์ที่การรีไฟแนนซ์ให้ผลลบหรือเสี่ยงเกินกว่าที่ประหยัดได้ รู้ไว้ก่อนจะประหยัดทั้งเงินและเวลาเดินเอกสาร

สถานการณ์ทำไมถึงไม่คุ้มควรทำอะไรแทน
ยอดหนี้เหลือต่ำกว่า 1 ล้านบาทค่าใช้จ่ายคงที่อย่างค่าประเมินและค่าดำเนินการกินสัดส่วนสูง จุดคุ้มทุนยืดยาวขอรีเทนชัน หรือโปะเงินต้นเพื่อปิดให้เร็วขึ้น
ยังไม่ครบ 3 ปีนับจากวันทำสัญญาติดค่าปรับ 2-3% ของยอดคงเหลือ และดอกเดิมยังเป็นอัตราโปรที่ต่ำอยู่รอให้ครบกำหนด แล้วเริ่มเตรียมเอกสารก่อน 2 เดือน
เหลือระยะเวลาผ่อนไม่ถึง 5 ปีดอกเบี้ยส่วนใหญ่จ่ายไปแล้วในช่วงต้นสัญญา ส่วนที่เหลือเป็นเงินต้นเป็นหลักโปะปิดหนี้ให้จบ ประหยัดกว่าและได้โฉนดคืนเร็ว
รายได้ลดลงหรือเปลี่ยนงานยังไม่ครบทดลองงานธนาคารใหม่ประเมินจากรายได้ปัจจุบัน เสี่ยงไม่ผ่านและเสียค่าประเมินฟรีรอให้อายุงานครบ 6 เดือนขึ้นไป แล้วค่อยยื่น
มีประวัติค้างชำระในรอบ 12 เดือนเครดิตบูโรมีผลโดยตรง โอกาสถูกปฏิเสธสูงมากผ่อนตรงเวลาต่อเนื่อง 12 เดือนก่อนยื่น
กำลังจะขายทรัพย์ภายใน 1-2 ปีจะเข้าเงื่อนไขค่าปรับรอบใหม่ที่เพิ่งเริ่มนับ 3 ปีอีกครั้งอยู่กับสัญญาเดิม หรือขอรีเทนชันแทน

ข้อสุดท้ายเป็นกับดักที่คนมองข้ามมากที่สุด การรีไฟแนนซ์ทำให้เงื่อนไขค่าปรับ 3 ปีเริ่มนับใหม่ทั้งหมด ถ้ามีแผนจะขายบ้านหรือคอนโดในระยะสั้น การย้ายธนาคารจะกลายเป็นการล็อกตัวเองไว้ ใครกำลังชั่งใจระหว่างถือต่อกับขายควรดูวิธีคำนวณผลตอบแทนในซื้ออยู่เองหรือซื้อลงทุน ก่อนตัดสินใจ

สำหรับคนที่ทรัพย์อยู่ในเกณฑ์น่าสนใจ ตัวเลขจากพอร์ตประกาศขายของ SW19 ในเดือนสิงหาคม 2569 ช่วยให้เห็นภาพว่ายอดหนี้ของคนส่วนใหญ่อยู่ระดับไหน ห้องชุด 1 ห้องนอนราคากลาง 5.50 ล้านบาท ถ้ากู้ 90% เท่ากับวงเงิน 4.95 ล้านบาท รีไฟแนนซ์ลดดอกได้ 3% จะประหยัดดอกเบี้ยใน 3 ปีราว 434,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 67,000 บาทแล้วเหลือสุทธิราว 367,000 บาท ส่วนห้อง 2 ห้องนอนราคากลาง 12.20 ล้านบาท กู้ 90% เท่ากับ 10.98 ล้านบาท ประหยัดสุทธิได้ราว 817,000 บาท ยิ่งวงเงินสูง ค่าธรรมเนียมคงที่ยิ่งเป็นสัดส่วนที่เล็กลง การรีไฟแนนซ์จึงยิ่งคุ้มขึ้นตามขนาดหนี้

คำถามที่พบบ่อย

รีไฟแนนซ์บ้านต้องรอครบ 3 ปีจริงไหม ทำก่อนได้หรือเปล่า

ทำก่อนได้ ไม่มีกฎหมายห้าม แต่สัญญาสินเชื่อบ้านส่วนใหญ่กำหนดค่าปรับกรณีไถ่ถอนก่อน 3 ปีไว้ที่ 2-3% ของยอดหนี้คงเหลือ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้เก็บได้เฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยในช่วง 3 ปีแรกเท่านั้น (สินเชื่อประเภทอื่นห้ามเก็บตั้งแต่ 31 มกราคม 2567) ที่สำคัญกว่าค่าปรับคือช่วง 3 ปีแรกดอกเบี้ยของสัญญาเดิมยังเป็นอัตราโปรโมชันต่ำอยู่แล้ว ส่วนต่างจึงแคบ เมื่อรวมค่าปรับกับค่าธรรมเนียมมักไม่คุ้ม ยกเว้นมีเหตุจำเป็นอื่นเช่นต้องถอนชื่อผู้กู้ร่วม

รีไฟแนนซ์กับรีเทนชัน ควรเลือกอันไหนก่อน

ควรทำคู่กันตามลำดับ ขอใบเสนอเงื่อนไขจากธนาคารใหม่ 3-4 แห่งก่อน แล้วนำไปยื่นขอรีเทนชันกับธนาคารเดิม ถ้าธนาคารเดิมลดดอกให้ใกล้เคียงกันก็อยู่ที่เดิม ประหยัดค่าจดจำนอง 1% ไปทั้งก้อนและไม่ต้องเดินเอกสาร 45 วัน แต่ถ้าส่วนต่างระหว่างข้อเสนอทั้งสองยังกว้างเกิน 1% และยอดหนี้ยังเกิน 1 ล้านบาท การย้ายจริงมักคุ้มกว่า เพราะจุดคุ้มทุนจะอยู่ราว 11-17 เดือนเท่านั้น

ค่าใช้จ่ายรีไฟแนนซ์ทั้งหมดเท่าไร มีอะไรที่ขอลดได้บ้าง

รวมแล้วราว 1.3-1.6% ของวงเงินกู้ใหม่ ยอด 3 ล้านบาทตกราว 46,500 บาท แบ่งเป็นค่าจดจำนอง 1% ของวงเงิน (30,000 บาท) ค่าอากรแสตมป์ 0.05% แต่ไม่เกิน 10,000 บาท (1,500 บาท) ค่าประเมินหลักประกันราว 3,000 บาท ค่าธรรมเนียมจัดการสินเชื่อ 0-0.5% และเบี้ยประกันอัคคีภัย ส่วนที่ขอลดหรือขอยกเว้นได้คือค่าประเมินกับค่าธรรมเนียมจัดการสินเชื่อ ซึ่งหลายธนาคารยกเว้นให้อยู่แล้วในช่วงโปรโมชัน ส่วนค่าจดจำนองกับอากรแสตมป์เป็นค่าธรรมเนียมของรัฐ ต่อรองไม่ได้

มาตรการลดค่าจดจำนองเหลือ 0.01% ใช้กับการรีไฟแนนซ์ได้ไหม

ใช้ไม่ได้ เพราะเงื่อนไขของมาตรการกำหนดให้เป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองในคราวเดียวกัน โดยผู้ซื้อต้องเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย การรีไฟแนนซ์เป็นการจดจำนองใหม่กับเจ้าหนี้รายใหม่โดยไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ จึงอยู่นอกขอบเขตของมาตรการและต้องเสียค่าจดจำนองเต็มอัตรา 1% ของวงเงินจำนอง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดของการรีไฟแนนซ์

ควรลดค่างวดหรือคงค่างวดเดิมไว้หลังรีไฟแนนซ์

ถ้าสภาพคล่องไม่มีปัญหา การคงค่างวดเดิมไว้ให้ผลดีกว่ามาก ตัวอย่างยอดหนี้ 3 ล้านบาท เหลือ 20 ปี ถ้ารีไฟแนนซ์จาก 6% เหลือ 3% แล้วลดค่างวดจาก 21,493 เป็น 16,638 บาท จะจ่ายดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญา 993,103 บาท แต่ถ้าคงค่างวดที่ 21,493 บาทเท่าเดิม หนี้จะหมดใน 14 ปี 4 เดือน และจ่ายดอกเบี้ยรวมเพียง 694,277 บาท ต่างกันเกือบ 300,000 บาท โดยที่เงินออกจากกระเป๋าต่อเดือนเท่าเดิมทุกบาท

รีไฟแนนซ์แล้วยังใช้สิทธิลดหย่อนดอกเบี้ยบ้าน 100,000 บาทได้ไหม

ได้ แต่เฉพาะดอกเบี้ยของวงเงินส่วนที่ไม่เกินยอดหนี้เดิมที่ค้างชำระ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรที่ระบุว่าดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อชำระหนี้เงินกู้เดิมนำมาหักได้เฉพาะส่วนที่ไม่เกินหนี้ที่ค้างชำระ ดังนั้นถ้าขอวงเงินเพิ่มเช่นหนี้เดิมเหลือ 2.5 ล้านแต่กู้ใหม่ 3.5 ล้าน จะลดหย่อนได้เพียงสัดส่วนราว 71% ของดอกเบี้ยที่จ่าย สิ่งที่ต้องทำเพิ่มคือให้ความยินยอมกับธนาคารใหม่เพื่อส่งข้อมูลดอกเบี้ยเข้าระบบสรรพากร ไม่งั้นตัวเลขจะไม่ขึ้นตอนยื่นภาษีออนไลน์ และในปีที่รีไฟแนนซ์ต้องรวมดอกเบี้ยจากทั้งสองธนาคารโดยรวมกันไม่เกิน 100,000 บาท

รีไฟแนนซ์แล้วขอวงเงินเพิ่มเพื่อเอาเงินไปใช้ได้ไหม

ทำได้ในผลิตภัณฑ์ที่มีวงเงินอเนกประสงค์ควบสินเชื่อบ้าน แต่ต้องเข้าใจต้นทุนสองข้อ ข้อแรก ค่าจดจำนอง 1% คิดจากวงเงินจำนองทั้งก้อน ไม่ใช่เฉพาะส่วนที่เพิ่ม ขอเพิ่ม 1 ล้านจึงมีค่าธรรมเนียมเพิ่ม 10,000 บาททันที ข้อสอง ดอกเบี้ยของส่วนที่เกินยอดหนี้เดิมใช้ลดหย่อนภาษีไม่ได้ และมักคิดอัตราสูงกว่าดอกเบี้ยบ้านปกติ ถ้าจำเป็นต้องใช้เงินก้อนควรเทียบกับสินเชื่อประเภทอื่นก่อนตัดสินใจ

ระหว่างรอรีไฟแนนซ์ ต้องผ่อนธนาคารเดิมต่อไหม และโฉนดอยู่ที่ใคร

ต้องผ่อนธนาคารเดิมตามปกติทุกงวดจนถึงวันไถ่ถอน การหยุดจ่ายเพราะคิดว่ากำลังจะย้ายอยู่แล้วจะกลายเป็นประวัติค้างชำระและทำให้ธนาคารใหม่ยกเลิกการอนุมัติได้ ส่วนโฉนดหรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดอยู่ที่ธนาคารเดิมในฐานะผู้รับจำนอง วันจดจำนองใหม่ทั้งสองธนาคารจะไปพร้อมกันที่สำนักงานที่ดิน ธนาคารใหม่จ่ายเงินปิดหนี้ให้ธนาคารเดิม ธนาคารเดิมจดไถ่ถอนจำนอง แล้วธนาคารใหม่จดจำนองต่อในวันเดียวกัน ผู้กู้ไม่ต้องหาเงินก้อนมาปิดเอง

บทความนี้อ้างอิงหลักเกณฑ์การเรียกเก็บค่าปรับกรณีปิดหนี้ก่อนกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย (มีผล 31 มกราคม 2567) อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปีตามมติคณะกรรมการนโยบายการเงินวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 อัตราค่าธรรมเนียมจดทะเบียนจำนองของกรมที่ดิน อากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ว่าด้วยการหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย ตัวเลขการคำนวณใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่เพื่อการเปรียบเทียบ อัตราจริงเป็นแบบลอยตัวและต่างกันตามธนาคารและเงื่อนไขเฉพาะราย ราคาทรัพย์อ้างอิงจากประกาศในพอร์ต SW19 เดือนสิงหาคม 2569 (ห้องชุดประกาศขาย 231 รายการ) กรุณาตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับธนาคารโดยตรงก่อนตัดสินใจ

แชร์บทความ

LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง