
ตรวจบ้านก่อนโอน 2569 เช็กลิสต์ตรวจรับบ้าน-คอนโด ทำเองได้ จ้างเมื่อไรคุ้ม
การตรวจรับบ้านหรือคอนโดต้องทำ "ก่อน" วันโอนกรรมสิทธิ์เสมอ เพราะหลังเซ็นรับมอบและโอนแล้ว อำนาจต่อรองเรื่องงานแก้จะลดลงทันที ก่อนโอน คุณยังถือเงินก้อนสุดท้ายไว้ ซึ่งเป็นเครื่องมือเดียวที่ทำให้โครงการเร่งแก้งานให้เสร็จ ส่วนหลังโอนคุณต้องไล่เคลมตามระยะรับประกันซึ่งใช้เวลาและต้องพิสูจน์กันมากกว่า
ข่าวดีคือการตรวจรอบแรกไม่ต้องใช้เครื่องมือแพง ลูกแก้ว ไฟฉาย ที่ชาร์จโทรศัพท์ และกระดาษ A4 ก็จับ defect ได้เกินครึ่งของที่เจอกันบ่อย บทความนี้ให้เช็กลิสต์แบบลงมือทำได้จริงทั้งตัวห้อง ส่วนกลาง และเอกสาร พร้อมตัวเลขค่าจ้างบริษัทตรวจบ้านและวิธีทำ defect list ที่โครงการปฏิเสธยาก
ทำไมต้องตรวจก่อนโอน ไม่ใช่หลังโอน
เพราะเงินงวดสุดท้ายคือแรงต่อรองเดียวที่คุณมี และเพราะการเซ็นใบรับมอบทั้งที่ยังมี defect เท่ากับยอมรับสภาพทรัพย์ตามที่เห็น ระยะรับประกันยังคุ้มครองอยู่ก็จริง แต่การเคลมหลังโอนต้องนัดช่าง รอคิว และพิสูจน์ว่าความเสียหายไม่ได้เกิดจากการใช้งานของเราเอง ซึ่งกินเวลาหลายเดือน
สิ่งที่กฎหมายและสัญญาให้ไว้หลังโอนมี 2 ชั้น ควรรู้ไว้เพื่อใช้เป็นตัวสำรอง ไม่ใช่ตัวหลัก
| ประเภททรัพย์ | รับประกันโครงสร้าง | รับประกันส่วนควบ/อุปกรณ์ | เริ่มนับจาก |
|---|---|---|---|
| คอนโด (แบบสัญญามาตรฐาน อ.ช.22 ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด) | ไม่น้อยกว่า 5 ปี | ไม่น้อยกว่า 2 ปี | วันจดทะเบียนอาคารชุด |
| บ้านจัดสรร (ประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน 2543) | 5 ปี | 1 ปี | วันโอนกรรมสิทธิ์ |
| บ้าน/คอนโดมือสอง (ซื้อจากเจ้าของเดิม) | ไม่มี ซื้อตามสภาพ | ไม่มี | — |
เหนือขึ้นไปอีกชั้นคือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 ที่ให้ผู้ขายต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องที่ทำให้ทรัพย์เสื่อมราคาหรือใช้งานไม่ได้ตามปกติ แม้ผู้ขายจะไม่รู้มาก่อนก็ตาม แต่มาตรา 474 กำหนดอายุความไว้เพียง 1 ปีนับแต่วันที่พบเห็นความชำรุดบกพร่องนั้น แปลว่าถ้าเจอปัญหาแล้วปล่อยไว้เงียบๆ สิทธิก็หมดไปเอง
ข้อควรระวังที่คนพลาดบ่อยที่สุดคือ ระยะรับประกันคอนโดนับจาก วันจดทะเบียนอาคารชุด ไม่ใช่วันที่เรารับโอนห้อง ถ้าซื้อห้องที่เหลือขายในตึกที่จดทะเบียนไปแล้ว 3 ปี ประกันโครงสร้าง 5 ปีก็เหลือจริงแค่ 2 ปี ดังนั้นให้ถามวันจดทะเบียนอาคารชุดตั้งแต่วันดูห้อง และตรวจให้ละเอียดขึ้นถ้าเหลือระยะประกันน้อย
เช็กตัวห้อง/ตัวบ้าน: โครงสร้าง พื้น ผนัง น้ำ ไฟ
หมวดนี้คือหัวใจของการตรวจ เพราะเป็นจุดที่แก้ยากและแพงที่สุดถ้าปล่อยผ่าน เรียงลำดับการตรวจจากบนลงล่างและจากเปียกไปแห้ง คือเริ่มที่ฝ้า-หลังคา ตามด้วยห้องน้ำ-ระเบียง แล้วค่อยไล่พื้น ผนัง ประตู หน้าต่าง และงานระบบ จะได้ไม่ต้องเดินย้อนไปมา
| จุดตรวจ | วิธีทดสอบ (ทำเองได้) | สัญญาณที่ต้องแจ้งแก้ |
|---|---|---|
| ฝ้าเพดาน/รอยต่อผนัง | ส่องไฟฉายเฉียงขนานกับผิว | คราบน้ำเป็นวง ฝ้าย้อย รอยร้าวตามแนวคาน |
| พื้นได้ระดับ | วางลูกแก้วหรือลูกปิงปองกลางห้อง | กลิ้งไปทางเดิมทุกครั้ง = พื้นเอียงเกินปกติ |
| กระเบื้องปูพื้น/ผนัง | เคาะด้วยเหรียญทีละแผ่น | เสียงโปร่ง = ปูไม่เต็มแผ่น เสี่ยงแตก-ร่อน |
| กันซึมห้องน้ำ/ระเบียง | ขังน้ำแล้วมาร์กระดับไว้ | ระดับลด หรือมีคราบชื้นที่ฝ้าชั้นล่าง |
| ท่อระบายน้ำ (floor drain) | เทน้ำ 1 ถัง ดูเวลาไหลลง | ไหลช้า น้ำย้อน หรือมีกลิ่นท่อ = ท่อดักกลิ่นไม่ทำงาน |
| สุขภัณฑ์ | โยกโถส้วม กดชักโครก 3 ครั้งติด | โยกได้ น้ำซึมรอบฐาน กดแล้วน้ำไม่หยุดไหล |
| ก๊อก-สายฉีด-ใต้ซิงก์ | เปิดน้ำแรงสุด 3-5 นาที เอามือลูบข้อต่อ | ข้อต่อมีหยดน้ำ แรงดันตก |
| ปลั๊กไฟทุกจุด | เสียบที่ชาร์จโทรศัพท์ทีละจุด | ไม่มีไฟ ปลั๊กหลวม แผงปลั๊กเอียง |
| เบรกเกอร์/ตู้ไฟ | สับเบรกเกอร์ทีละตัวดูว่าตรงกับป้ายไหม | ป้ายไม่ตรงวงจร ไม่มีเครื่องตัดไฟรั่ว (RCD) |
| ประตู-หน้าต่าง | สอดกระดาษ A4 ตามขอบแล้วดึง | ดึงออกง่ายทั้งแนว = ยางขอบไม่แนบ ลม-ฝนเข้า |
| บานเลื่อน/ลูกบิด | เลื่อนสุดทาง ล็อกจริงทุกบาน | ฝืด บานตก ล็อกไม่เข้า |
| แอร์ | เปิด 16 องศา 20-30 นาที | น้ำหยดที่ฝ้า เสียงดังผิดปกติ ไม่เย็น |
| เฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน | เปิด-ปิดทุกบาน ดึงลิ้นชักจนสุด | บานไม่ได้ระดับ soft-close ไม่ทำงาน ขอบบิ่น |
| งานสี | ส่องไฟเฉียงทั้งผนัง | สีด่าง เก็บขอบไม่เรียบ เห็นรอยโป๊ว |
เรื่องขังน้ำต้องเข้าใจให้ตรงกัน มาตรฐานงานช่างคือ ขังน้ำไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง ซึ่งทำไม่ได้ในวันตรวจ ทางปฏิบัติให้ทำสองอย่างควบกัน คือขอเอกสารยืนยันว่าโครงการทดสอบขังน้ำตามมาตรฐานแล้ว และในวันตรวจให้ขังน้ำเองอย่างน้อย 2-4 ชั่วโมง โดยใช้เทปมาร์กระดับน้ำไว้ แล้ววนกลับมาดูตอนท้ายของการตรวจ
สำหรับบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมมีอีก 4 จุดที่คอนโดไม่มี ต้องเพิ่มเข้าไปเสมอ คือ หลังคาและรางน้ำ (ขึ้นดูจากช่องเซอร์วิสหรือใช้กล้องมือถือส่อง) รอยแยกระหว่างตัวบ้านกับส่วนต่อเติม (ครัวหลังบ้าน โรงรถ) ระดับพื้นรอบบ้านที่ต้องลาดออกจากตัวบ้าน และบ่อพัก-ท่อระบายน้ำนอกบ้านที่ต้องเปิดฝาดูว่าไม่มีเศษปูนอุด
เช็กพื้นที่ส่วนกลางและสภาพแวดล้อม
ส่วนกลางคือของที่จ่ายค่าส่วนกลางไปทุกเดือน จึงต้องตรวจว่ามีจริงและใช้ได้จริงตามที่โฆษณาไว้ โดยเฉพาะโครงการที่เพิ่งสร้างเสร็จ ซึ่งบางส่วนอาจยังไม่เปิดใช้ในวันที่เรารับโอน
- เทียบกับโบรชัวร์ทีละรายการ — สระว่ายน้ำ ฟิตเนส co-working ห้องสมุด สวน ต้องมีครบตามที่ระบุในสัญญา ไม่ใช่แค่ในภาพเรนเดอร์
- ลิฟต์ — นับจำนวนลิฟต์เทียบกับจำนวนห้องทั้งตึก ลองขึ้น-ลงในช่วงเช้าเพื่อดูเวลารอจริง
- ที่จอดรถ — ถามอัตราส่วนที่จอดต่อจำนวนห้อง (โครงการในเมืองหลายแห่งอยู่ที่ 30-50%) และดูว่าเป็นจอดซ้อนคันหรือไม่
- ระบบรักษาความปลอดภัย — คีย์การ์ดใช้ได้ทุกจุดที่ควรใช้ได้ กล้องวงจรปิดครอบคลุมทางเข้า-ออกและลิฟต์
- ถังขยะ ห้องเก็บของ ห้องซักรีด — ตำแหน่งอยู่ไกลจากห้องเราพอไหม กลิ่นและเสียงรบกวนหรือเปล่า
- จุดที่เสียงดัง — ห้องที่อยู่ติดห้องเครื่อง ลิฟต์ ถนนใหญ่ หรือชั้นเหนือส่วนกลาง ให้ไปยืนฟังในเวลาจริงอย่างน้อย 10 นาที
- เดินรอบโครงการตอนเย็นและวันหยุด — เห็นสภาพจราจร ที่จอดรถล้น ร้านค้ารอบโครงการ และเสียงยามค่ำที่ไม่มีทางเห็นตอนกลางวันวันธรรมดา
สำหรับบ้านจัดสรรให้เพิ่มการตรวจถนนในโครงการ (ทรุดหรือแตกร้าวไหม) ระบบระบายน้ำของหมู่บ้าน และดูว่าสาธารณูปโภคส่วนกลางถูกโอนให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้วหรือยัง เพราะโครงการที่ยังไม่ตั้งนิติบุคคลมักมีปัญหาการดูแลส่วนกลางตามมาในระยะยาว
เช็กเอกสารและสถานะทรัพย์
เอกสารต้องตรวจก่อนวันโอน ไม่ใช่ตรวจที่สำนักงานที่ดินในวันโอน เพราะถ้าเจอปัญหาวันนั้นคือต้องเลื่อนนัดทั้งขบวน รวมถึงคิวธนาคารที่นัดจ่ายเงินกู้ไว้ด้วย
| เอกสาร/สถานะ | ตรวจอะไร | ตรวจที่ไหน |
|---|---|---|
| โฉนด/หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด | ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ เนื้อที่ เลขที่ห้อง ตรงกับสัญญา | ขอคัดสำเนาที่สำนักงานที่ดิน |
| ภาระผูกพันหลังโฉนด | จำนอง อายัด ภาระจำยอม คดีความ | สารบัญจดทะเบียนหลังโฉนด |
| ใบปลอดหนี้ (คอนโด) | ค่าส่วนกลางค้างชำระของห้องนั้น | นิติบุคคลอาคารชุด ขอล่วงหน้า 7-14 วัน |
| ค่าส่วนกลางค้าง (บ้านจัดสรร) | ยอดค้างของเจ้าของเดิม | นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร |
| สัญญาจะซื้อจะขาย | ข้อรับประกัน วันโอน ค่าปรับเมื่อล่าช้า ใครจ่ายค่าธรรมเนียมส่วนไหน | ฉบับที่เซ็นไว้ |
| ใบอนุญาตก่อสร้าง/ใบรับรองการก่อสร้าง (อ.6) | มีจริง ตรงกับอาคารที่สร้าง | โครงการ |
| มิเตอร์น้ำ-ไฟ | ติดตั้งแล้ว ชื่อผู้ใช้ ค่ามิเตอร์ใครออก | โครงการ/การไฟฟ้า-ประปา |
| เลขที่บ้าน/ทะเบียนบ้าน | ออกเล่มแล้วหรือยัง | โครงการ/สำนักงานเขต |
สำหรับทรัพย์มือสอง ให้เพิ่มการตรวจว่ามีผู้เช่าหรือผู้อาศัยอยู่ในทรัพย์หรือไม่ และถ้ามีสัญญาเช่าค้างอยู่ ผู้ซื้อจะต้องรับสัญญานั้นต่อ นอกจากนี้ควรตรวจว่าการต่อเติมทั้งหมดขออนุญาตถูกต้อง เพราะส่วนต่อเติมที่ผิดกฎหมายจะกลายเป็นภาระของเจ้าของใหม่ทันทีที่โอน รายละเอียดค่าธรรมเนียมและลำดับขั้นตอนวันโอนอยู่ในบทความ ขั้นตอนโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดิน และ ค่าโอนบ้าน-ที่ดิน
คำถามที่ควรถามเซลส์หรือเจ้าของก่อนเซ็นรับ
คำถามที่ดีคือคำถามที่คำตอบมีผลต่อเงินหรือความเสี่ยงของเรา และควรขอคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้งที่เกี่ยวกับเงื่อนไขหลังโอน
- อาคารชุดจดทะเบียนเมื่อไร (เพื่อรู้ว่าประกันเหลือกี่ปี) และงานรับประกันแจ้งเคลมทางไหน มีเบอร์/อีเมลกลางไหม
- ห้อง/บ้านหลังนี้เคยมีประวัติซ่อมอะไรมาก่อนหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องรั่วซึม
- ค่าส่วนกลางเดือนละเท่าไร ต่อตารางเมตร เก็บล่วงหน้ากี่เดือน และเงินกองทุนแรกเข้าเท่าไร
- ค่าใช้จ่ายวันโอนแยกเป็นรายการอะไรบ้าง ฝ่ายไหนออกส่วนไหน มีค่ามิเตอร์ ค่าประกันมิเตอร์ ค่าทำนิติกรรมหรือไม่
- ถ้ายังแก้ defect ไม่เสร็จภายในวันนัดโอน โครงการมีแนวทางอย่างไร เลื่อนโอนได้ไหม มีค่าปรับตามสัญญาหรือไม่
- ส่วนกลางส่วนที่ยังไม่เปิดใช้ จะเปิดเมื่อไร ระบุเป็นวันที่ได้หรือไม่
- (มือสอง) เหตุผลที่ขาย อยู่มากี่ปี มีปัญหากับเพื่อนบ้านหรือส่วนกลางไหม ค่าไฟ-ค่าน้ำเฉลี่ยเดือนละเท่าไร
ตรวจเอง vs จ้างบริษัทตรวจบ้าน แบบไหนคุ้มกว่า
ตรวจเองเหมาะกับรอบแรกและทรัพย์ขนาดเล็ก ส่วนการจ้างมืออาชีพคุ้มเมื่อทรัพย์ราคาสูง มีพื้นที่เยอะ หรือเราไม่มีเวลาไปตรวจซ้ำหลายรอบ ค่าจ้างในตลาดคิดกันที่ประมาณ 30-80 บาทต่อตารางเมตร หรือคิดเป็นแพ็กเกจเหมาตามขนาด
| ขนาดทรัพย์ | ค่าจ้างโดยประมาณ | คิดเป็นสัดส่วนของราคาทรัพย์ |
|---|---|---|
| คอนโด 30-35 ตร.ม. | 2,500-4,000 บาท | ~0.05% ของห้อง 1 ห้องนอนราคากลาง 5.5 ล้าน |
| คอนโด 60-80 ตร.ม. | 4,000-6,000 บาท | ~0.04% ของห้อง 2 ห้องนอนราคากลาง 11.3 ล้าน |
| บ้านเดี่ยว 150-200 ตร.ม. | 6,000-10,000 บาท | ต่ำกว่า 0.05% ของบ้านราคา 20 ล้าน |
เทียบกับราคาทรัพย์แล้วค่าตรวจอยู่ในระดับต่ำกว่า 0.05% ซึ่งน้อยกว่าค่าโอนหลายเท่า และน้อยกว่างานแก้กันซึมห้องน้ำใหม่หนึ่งครั้งด้วยซ้ำ (ตัวเลขราคากลางของห้องชุดที่ยกมาเทียบ คำนวณจากประกาศขายคอนโดในพอร์ต SW19 จำนวน 317 รายการ ณ เดือนกรกฎาคม 2569 — ห้อง 1 ห้องนอนราคากลาง 5.49 ล้านบาท และ 2 ห้องนอน 11.27 ล้านบาท)
เวลาเลือกบริษัทให้ดู 4 อย่าง คือ มีวิศวกรที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือไม่ ใช้เครื่องมืออะไรบ้าง (กล้องถ่ายภาพความร้อนและเครื่องวัดความชื้นช่วยจับรอยรั่วที่ตายังไม่เห็น) ส่งรายงานเป็นรูปเล่มพร้อมภาพถ่ายและตำแหน่งชัดเจนไหม และรวมการตรวจซ้ำ (re-check) หลังโครงการแก้งานให้แล้วหรือคิดเพิ่ม เพราะรอบตรวจซ้ำสำคัญไม่แพ้รอบแรก
ทางสายกลางที่ใช้ได้ผลคือ ตรวจเองรอบแรกเพื่อกวาด defect ที่เห็นง่ายให้โครงการเริ่มแก้ไปก่อน แล้วค่อยจ้างมืออาชีพในรอบที่สองเพื่อจับของที่เรามองไม่เห็น จะได้ใช้เงินค่าจ้างครั้งเดียวอย่างคุ้มที่สุด
เจอ defect แล้วทำอย่างไรให้แก้จริง
หัวใจอยู่ที่การทำรายการ defect เป็นลายลักษณ์อักษรที่มีคนของโครงการเซ็นรับ ไม่ใช่แจ้งปากเปล่าหรือแจ้งทางแชท ทำตามลำดับนี้แล้วโอกาสได้งานแก้ครบจะสูงขึ้นมาก
- ติดสติกเกอร์ทุกจุดที่พบ พร้อมเขียนหมายเลขกำกับ แล้วถ่ายรูปให้เห็นทั้งภาพกว้าง (รู้ว่าอยู่ห้องไหน) และภาพใกล้ (เห็นตัวปัญหา)
- ทำตารางรายการ ระบุลำดับ ตำแหน่ง อาการ และสิ่งที่ต้องการให้แก้ พิมพ์ 2 ชุด
- ให้ตัวแทนโครงการเซ็นรับทั้ง 2 ชุด พร้อมลงวันที่และกำหนดวันแล้วเสร็จ เก็บไว้คนละฉบับ
- นัดตรวจซ้ำก่อนวันโอนอย่างน้อย 7 วัน เพื่อให้มีเวลาแก้รอบสองถ้ายังไม่เรียบร้อย
- ตรวจซ้ำโดยไล่จากรายการเดิมทีละข้อ และตรวจของใหม่ด้วย เพราะงานแก้จุดหนึ่งมักสร้างปัญหาที่จุดข้างเคียง เช่น สกัดกระเบื้องแล้วผนังร้าว
- ถ้ายังมี defect ที่กระทบการอยู่อาศัยหรือโครงสร้าง อย่าเพิ่งรับโอน โดยเฉพาะการรั่วซึม ระบบไฟ และรอยร้าวที่สงสัยว่าเกี่ยวกับโครงสร้าง
- ถ้าจำเป็นต้องโอนตามกำหนดจริงๆ ให้ทำบันทึกข้อตกลงแนบท้ายระบุรายการค้าง วันแล้วเสร็จ และผลถ้าไม่เสร็จ ให้ทั้งสองฝ่ายเซ็น เก็บไว้เป็นหลักฐานคู่กับสัญญา
ข้อควรจำคือ ยิ่งบันทึกละเอียดและมีวันที่ชัดเจนเท่าไร การใช้สิทธิตามระยะรับประกันในภายหลังก็ยิ่งง่ายขึ้นเท่านั้น เพราะมีหลักฐานว่าปัญหามีมาตั้งแต่ก่อนรับมอบ ไม่ได้เกิดจากการใช้งานของเรา
คำถามที่พบบ่อย
ตรวจรับบ้านควรใช้เวลานานแค่ไหน?
คอนโด 1 ห้องนอนใช้เวลาประมาณ 1.5-2 ชั่วโมงถ้าตรวจละเอียด ส่วนบ้านเดี่ยว 2 ชั้นใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง ควรนัดตรวจช่วงเช้าเพื่อให้มีแสงธรรมชาติพอสำหรับการส่องดูงานสีและรอยร้าว และเผื่อเวลาสำหรับขังน้ำทดสอบซึ่งต้องวนกลับมาดูตอนท้าย
ไม่มีเครื่องมือช่างเลย ตรวจเองได้ไหม?
ได้ ของที่ควรพกมีแค่ ไฟฉาย (หรือไฟจากมือถือ) ลูกแก้วหรือลูกปิงปอง ที่ชาร์จโทรศัพท์สำหรับทดสอบปลั๊ก กระดาษ A4 สำหรับทดสอบขอบประตูหน้าต่าง เหรียญสำหรับเคาะกระเบื้อง เทปกาวสำหรับมาร์กระดับน้ำ และสติกเกอร์สีสำหรับติดจุดที่พบปัญหา รวมกันไม่ถึงร้อยบาทแต่จับ defect ที่พบบ่อยได้เกินครึ่ง
โครงการไม่ให้ตรวจก่อนโอน ทำอย่างไร?
การขอตรวจรับก่อนรับมอบเป็นสิทธิตามปกติของผู้ซื้อ และแบบสัญญามาตรฐานที่ควบคุมก็กำหนดให้ผู้ขายต้องส่งมอบทรัพย์ในสภาพเรียบร้อย ถ้าโครงการปฏิเสธหรือให้เวลาน้อยเกินไป ให้ทำหนังสือขอนัดตรวจอย่างเป็นทางการ ระบุวันเวลาที่ต้องการ และเก็บหลักฐานการปฏิเสธไว้ หากยังไม่ได้รับความร่วมมือ สามารถร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้
เจอรอยร้าวแบบไหนที่ถือว่าอันตราย?
รอยร้าวที่ต้องให้วิศวกรดูคือ รอยร้าวเฉียง 45 องศาที่มุมเสาหรือมุมผนังรับน้ำหนัก รอยร้าวตามแนวคานที่มีความกว้างสม่ำเสมอ รอยร้าวที่ทะลุถึงอีกด้านของผนัง และรอยร้าวที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกลับมาดูซ้ำ ส่วนรอยร้าวลายงาบางๆ บนผิวปูนฉาบหรือรอยตามขอบวงกบมักเป็นเรื่องงานผิว ซึ่งยังต้องแจ้งแก้แต่ไม่ใช่ปัญหาโครงสร้าง
ซื้อบ้านมือสองต้องตรวจเหมือนกันไหม?
ต้องตรวจละเอียดกว่าด้วยซ้ำ เพราะไม่มีการรับประกันจากผู้ขาย ทุกอย่างคือซื้อตามสภาพ สิ่งที่ต้องเพิ่มจากเช็กลิสต์นี้คือ อายุของงานระบบ (ระบบไฟและท่อน้ำที่ใช้มาเกิน 15-20 ปีมักถึงรอบต้องเปลี่ยน) ร่องรอยการต่อเติมและการทรุดตัวที่รอยต่อ ปลวก และการประเมินงบซ่อมเป็นตัวเลขก่อนยื่นข้อเสนอ อ่านเพิ่มที่ บ้านมือสอง vs บ้านมือหนึ่ง
ตรวจเสร็จแล้วเจอปัญหาเพิ่มหลังโอน ยังเคลมได้ไหม?
ได้ ถ้ายังอยู่ในระยะรับประกันตามสัญญา (โครงสร้าง 5 ปี ส่วนควบ 1-2 ปีแล้วแต่ประเภททรัพย์) ให้แจ้งเป็นหนังสือทันทีที่พบ พร้อมภาพถ่ายและวันที่ อย่าแจ้งแค่ทางโทรศัพท์ และอย่าปล่อยทิ้งไว้ เพราะสิทธิเรียกร้องเรื่องความชำรุดบกพร่องตามประมวลกฎหมายแพ่งฯ มีอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่พบเห็น
สรุป: ตรวจให้ครบก่อนเซ็น เพราะลายเซ็นคือจุดที่อำนาจต่อรองหมด
การตรวจรับก่อนโอนใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงและค่าใช้จ่ายไม่ถึง 0.05% ของราคาทรัพย์ แต่เป็นด่านสุดท้ายที่กันปัญหาซึ่งแก้ทีหลังแพงกว่าหลายเท่า ให้ยึดลำดับนี้ คือ ตรวจเองรอบแรก ทำ defect list ที่มีคนเซ็นรับ นัดตรวจซ้ำก่อนวันโอนอย่างน้อย 7 วัน และไม่เซ็นรับมอบทั้งที่ยังมีปัญหาเรื่องรั่วซึม ระบบไฟ หรือโครงสร้างค้างอยู่
อย่าลืมถามวันจดทะเบียนอาคารชุดตั้งแต่วันดูห้อง เพราะระยะรับประกันคอนโดนับจากวันนั้น ไม่ใช่วันที่เรารับโอน และถ้ากำลังมองหาห้องหรือบ้านที่พร้อมให้เข้าไปตรวจจริงก่อนตัดสินใจ ทีม SW19 พาดูและช่วยไล่เช็กลิสต์นี้ให้ได้ที่ sw19.co.th


