SW19
คู่มือซื้อบ้านหลังแรก ฉบับสมบูรณ์ 2569

คู่มือซื้อบ้านหลังแรก ฉบับสมบูรณ์ 2569

การซื้อบ้านหลังแรกคือหนึ่งในการตัดสินใจทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ ขั้นตอนที่ยากที่สุดมักไม่ใช่ การเลือกบ้านที่ถูกใจ แต่คือ การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเซ็นสัญญา

บทความนี้เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังคิดจะซื้อบ้านหรือคอนโดเป็นครั้งแรก เราได้สรุปกระบวนการทั้งหมด 6 ขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมเงินไปจนถึงวันรับกุญแจ แบบเข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง

ซื้อบ้านหลังแรกต้องเตรียมอะไรบ้าง

การซื้อบ้านหลังแรกต้องเตรียม 3 อย่างหลักให้พร้อมก่อนเริ่มหาบ้าน ได้แก่ เงิน (เงินดาวน์ + ค่าใช้จ่ายแฝงราว 5–10% ของราคาบ้าน) เครดิต (ประวัติเครดิตบูโรที่สะอาดและ DSR ไม่เกิน 40%) และ ข้อมูล (ประเภทบ้าน ทำเล และขั้นตอนการซื้อทั้งหมด) เมื่อสามอย่างนี้พร้อม ที่เหลือคือการเดินตามลำดับ 6 ขั้นตอนด้านล่างนี้

ขั้นตอนสิ่งที่ต้องทำใช้เวลาโดยประมาณ
1เช็คความพร้อมทางการเงิน3–6 เดือนล่วงหน้า
2ขอสินเชื่อและเลือกธนาคาร2–4 สัปดาห์
3เลือกประเภทและทำเลตามงบ1–3 เดือน
4ตรวจสอบโครงการและผู้พัฒนา1–2 สัปดาห์
5ทำสัญญาจะซื้อจะขายและวางมัดจำ1 สัปดาห์
6โอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดิน1 วัน

ขั้นที่ 1 เช็คความพร้อมทางการเงิน

ก่อนเดินดูบ้านสักหลัง สิ่งแรกที่ต้องรู้คือ "บ้านราคาเท่าไรที่เราซื้อไหวจริง" ไม่ใช่ราคาที่ธนาคารบอกว่ากู้ได้สูงสุด เพราะวงเงินอนุมัติคือเพดาน ไม่ใช่ตัวเลขที่เหมาะกับชีวิตประจำวันของคุณ

DSR คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ

DSR (Debt Service Ratio) คืออัตราส่วนภาระหนี้สินทั้งหมดต่อรายได้ต่อเดือน ใช้วัดว่าคุณมีหนี้มากเกินไปหรือไม่

โดยทั่วไปสถาบันการเงินจะใช้ DSR เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการพิจารณาสินเชื่อ โดยเกณฑ์ที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปตามนโยบายของแต่ละธนาคาร

ระดับDSRความหมาย
ดีมากต่ำกว่า 15–20%ฐานะการเงินแข็งแกร่ง โอกาสอนุมัติสูงมาก
เหมาะสม15–40%มาตรฐานที่สถาบันการเงินส่วนใหญ่อนุมัติ
เสี่ยงสูง40–50%อาจต้องมีผู้กู้ร่วมหรือเพิ่มรายได้
อันตรายมากกว่า 50%โอกาสไม่ผ่านการอนุมัติสูงมาก

หมายเหตุ: เกณฑ์ดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางทั่วไป การอนุมัติสินเชื่อขึ้นอยู่กับรายได้ อาชีพ ประวัติเครดิต และนโยบายของแต่ละธนาคาร

คำแนะนำสำคัญ (อัปเดต 2569)

ก่อนยื่นกู้ ควรมั่นใจว่า DSR รวมของคุณ (หนี้บ้าน + หนี้เดิมทั้งหมด) ไม่เกิน 40% ของรายได้ เพื่อเพิ่มโอกาสอนุมัติและลดความเครียดทางการเงินระยะยาว

ตัวอย่างการคำนวณ

รายได้รวม 50,000 บาท/เดือน — DSR 40% = ผ่อนหนี้รวมได้ไม่เกิน 20,000 บาท/เดือน

ต้องเตรียมเงินเท่าไรก่อนซื้อ (ดาวน์ + ค่าแฝง)

เงินที่ควรเตรียมก่อนซื้อบ้านคือ เงินดาวน์ 0–20% ของราคาบ้าน บวกค่าใช้จ่ายแฝงอีกราว 5–10% วงเงินสินเชื่อที่ได้รับขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร มูลค่าหลักประกัน และคุณสมบัติของผู้กู้ โดยผู้ซื้อบางรายอาจได้รับวงเงินสินเชื่อสูงถึง 100% ของมูลค่าหลักประกัน หากเข้าเงื่อนไขที่กำหนด

ค่าใช้จ่ายที่ควรเตรียมไว้ประกอบด้วย

  • ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้
  • ค่าโอนกรรมสิทธิ์ตามอัตราปกติอยู่ที่ 2% ของราคาประเมิน อย่างไรก็ตามในบางช่วงเวลาอาจมีมาตรการภาครัฐที่ช่วยลดค่าโอนและค่าจดจำนองสำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไขที่กำหนด (อ่านรายละเอียดเต็มในบทความ ค่าโอน-ค่าจดจำนอง → #34)
  • ค่าประกันอัคคีภัยและค่าธรรมเนียมประเมินทรัพย์
  • ค่าตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งมักถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง

ตรวจเครดิตบูโรล่วงหน้า

ควรขอข้อมูลเครดิตบูโรของตัวเองอย่างน้อย 3–6 เดือนก่อนยื่นกู้ เพื่อตรวจสอบว่ามีรายการผิดปกติ หนี้ค้างเล็กน้อย หรือข้อมูลที่ผิดพลาดหรือไม่ เพราะเครดิตสกอร์ส่งผลโดยตรงต่อวงเงินและดอกเบี้ยที่ได้รับ

ทำไมต้องตรวจล่วงหน้า?

การแก้ไขข้อมูลเครดิตบูโรใช้เวลา 30–90 วัน หากพบปัญหาและรอตรวจหน้ายื่นกู้จะไม่ทันแก้ไข การวางแผนล่วงหน้าช่วยให้กระบวนการกู้ราบรื่นและได้ดอกเบี้ยที่ดีขึ้น

ขั้นที่ 2 ขอสินเชื่อและเลือกธนาคาร

เมื่อการเงินส่วนตัวพร้อมแล้ว ขั้นถัดมาคือทำให้รู้ "เพดานวงเงินจริง" ของตัวเองก่อนออกไปหาบ้าน เพื่อไม่ให้เสียเวลาดูทรัพย์ที่เกินกำลัง หรือพลาดทรัพย์ดีเพราะรออนุมัตินาน

ขอ Pre-approval ก่อนหาบ้าน

Pre-approval คือการให้ธนาคารประเมินวงเงินกู้เบื้องต้นจากรายได้และภาระหนี้ของเรา ก่อน ที่จะเลือกบ้านจริง ข้อดีคือรู้งบที่แท้จริงตั้งแต่ต้น ต่อรองกับผู้ขายได้มั่นใจขึ้น และลดความเสี่ยง "วางมัดจำแล้วกู้ไม่ผ่าน" ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่มือใหม่เสียเงินมัดจำฟรี (วิธีเตรียมเอกสารและขั้นตอน Pre-approval ฉบับเต็ม → #29)

เปรียบเทียบธนาคารและดอกเบี้ย

ขอใบเสนอราคาอย่างน้อย 3 ธนาคาร และเปรียบเทียบ ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก ไม่ใช่แค่ปีแรกที่มักเป็นโปรโมชัน ดอกเบี้ยที่ต่างกัน 0.5–1% บนสัญญา 30 ปีคิดเป็นเงินหลายแสนบาท

นอกจากดอกเบี้ยแล้ว ให้ดูเงื่อนไขแฝงประกอบด้วย เช่น บังคับทำประกัน MRTA หรือไม่ ค่าปรับกรณีรีไฟแนนซ์ก่อน 3 ปี และค่าธรรมเนียมการประเมินหลักประกัน (เจาะลึกสินเชื่อบ้าน ประเภทดอกเบี้ย และตารางเปรียบเทียบธนาคาร → #28)

แนวโน้มอนุมัติและมาตรการ LTV ปี 2569

สถาบันการเงินในปีนี้ตรวจสอบเข้มข้นขึ้น โดยดึงข้อมูลหนี้ทั้งหมดจากเครดิตบูโรอย่างละเอียดก่อนอนุมัติ การปิดหนี้เล็กน้อยที่ค้างอยู่ล่วงหน้าจึงมีความสำคัญมาก ในปี 2569 สถาบันการเงินยังคงให้ความสำคัญกับประวัติการชำระหนี้ รายได้ที่สามารถตรวจสอบได้ และภาระหนี้คงค้างของผู้กู้เป็นหลัก

สำหรับเกณฑ์ LTV (สัดส่วนวงเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกัน) และมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ของภาครัฐ มีการปรับเปลี่ยนเป็นรอบๆ ควรเช็คเงื่อนไขล่าสุดก่อนยื่นกู้เสมอ (สรุปมาตรการรัฐและ LTV ปีล่าสุด → #38)

ขั้นที่ 3 เลือกประเภทและทำเลตามงบ

เมื่อการเงินพร้อม ขั้นต่อไปคือเลือก "ทำเล" และ "ประเภทบ้าน" ที่เข้ากับชีวิตของคุณจริง ไม่ใช่ตามกระแสหรือคำชักชวน

บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือคอนโด

บ้านเดี่ยว — เหมาะกับครอบครัวขนาดกลาง-ใหญ่ที่ต้องการพื้นที่และความเป็นส่วนตัว แต่ราคาและค่าดูแลสูง ทำเลมักอยู่ชานเมือง ใช้เวลาเดินทาง 45–90 นาที (คู่มือเลือกซื้อบ้านเดี่ยวฉบับเต็ม → #8)

ทาวน์โฮม — เป็นตัวเลือกสมดุลด้านราคาและพื้นที่ เหมาะกับครอบครัวที่เพิ่งเริ่มต้น ต้องการพื้นที่มากกว่าคอนโดแต่งบไม่ถึงบ้านเดี่ยว (คู่มือเลือกซื้อทาวน์โฮม → #9)

คอนโดมิเนียม — เน้นความสะดวกใจกลางเมือง ประหยัดเวลาเดินทาง เหมาะกับคนทำงานหรือคู่รักที่ยังไม่มีบุตร แต่ค่าส่วนกลางรายปีเป็นภาระที่ต้องคิดด้วย (คู่มือเลือกซื้อคอนโด → #7)

3 ปัจจัยทำเลที่ต้องเช็คก่อนตัดสินใจ

  1. ระบบขนส่งสาธารณะ — ระยะเดินถึงสถานี BTS/MRT ที่ใกล้ที่สุด หากเกิน 800 เมตร มูลค่าทรัพย์สินมักโตช้ากว่าและหาผู้เช่าในอนาคตได้ยากขึ้น (เลือกทำเลตามแนวรถไฟฟ้า → #2)

  2. สิ่งอำนวยความสะดวกรอบข้าง — ควรพิจารณาความสะดวกในการเข้าถึงโรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์การค้า และบริการที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หากมีอยู่ในรัศมี 3–5 กิโลเมตร ถือว่าทำเลสมบูรณ์และมั่นคง (คู่มือย่านน่าอยู่รายย่าน → #1)

  3. แผนพัฒนาเมืองในอนาคต — ตรวจสอบโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่และผังเมืองที่กำลังจะประกาศ ทำเลใกล้สถานีที่กำลังจะเปิดมักมีมูลค่าโตเร็วใน 2–3 ปีก่อนเปิดบริการ

คำแนะนำสำคัญ

ไปดูทำเลในเวลาเร่งด่วน (เช้า 8:00 น. และเย็น 18:00 น.) เพื่อดูสภาพจราจรจริง ฟังเสียงรอบบ้าน และลองคุยกับเพื่อนบ้านอย่างน้อย 1 คน อย่าตัดสินจากรูปโบรชัวร์หรือ Google Maps เพียงอย่างเดียว

ขั้นที่ 4 ตรวจสอบโครงการและผู้พัฒนา

ได้ทำเลและประเภทบ้านที่ใช่แล้ว ก่อนตัดสินใจวางเงินก้อนแรก ต้องตรวจสอบทั้ง "ตัวโครงการ" และ "คนสร้าง" ให้รอบด้าน

เช็กผู้พัฒนาและสถานะโครงการ

สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนตัดสินใจ ได้แก่

  • ใบอนุญาตก่อสร้างและรายงาน EIA — โครงการได้รับอนุมัติถูกต้องหรือไม่
  • ประวัติผู้พัฒนา — เคยส่งมอบโครงการก่อนหน้าตรงตามกำหนดไหม? มีปัญหาคดีความไหม?
  • รีวิวจากผู้อยู่จริง — ค้นหาความคิดเห็นจากผู้อยู่อาศัยจริงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือสอบถามผู้ที่เคยพักอาศัยในโครงการโดยตรง
  • คุณภาพงานก่อสร้าง — ถ้าโครงการสร้างเสร็จแล้ว ขอนัดชมห้องจริง ไม่ใช่แค่ห้องตัวอย่าง

SW19 ดูแลทั้งการซื้อขายมือหนึ่งจากโครงการและ Resale เพื่อให้ลูกค้าได้ตัวเลือกที่ดีที่สุดในทุกช่วงราคา โครงการที่เราดูแลอยู่ในปัจจุบัน

โครงการทำเลประเภทราคาเริ่มต้น
RHYTHM Ekkamaiเอกมัยคอนโด6 ล้าน
RHYTHM Sathornสาทรคอนโด5 ล้าน
M Jatujakจตุจักรคอนโด4 ล้าน
Knightbridge Collage Sukhumvit 107สุขุมวิท 107คอนโด3 ล้าน
Terra Hausกรุงเทพฯบ้านเดี่ยว58 ล้าน

เช็กลิสต์ดูบ้านก่อนตัดสินใจ

วันนัดดูทรัพย์จริง ให้เช็คอย่างน้อย 4 กลุ่ม คือ โครงสร้าง (รอยร้าว ผนัง พื้นเอียง) ระบบน้ำ-ไฟ (แรงดันน้ำ จุดรั่วซึม เบรกเกอร์) พื้นที่ส่วนกลางและเพื่อนบ้าน และทิศทางแดด-ลมของตัวบ้าน ถ่ายรูปทุกจุดที่สงสัยไว้ใช้ต่อรองหรือแจ้งแก้ก่อนโอน (เช็กลิสต์ดูบ้าน-ดูคอนโดฉบับละเอียดพร้อมดาวน์โหลด → #19)

ขั้นที่ 5 ทำสัญญาจะซื้อจะขายและวางมัดจำ

ตกลงราคากันได้แล้ว ขั้นนี้คือจุดที่ "เงินจริง" เริ่มออกจากกระเป๋า ความเข้าใจเรื่องเงินจอง เงินมัดจำ และเงื่อนไขในสัญญาจึงสำคัญที่สุดในขั้นนี้

เงินจองกับเงินมัดจำต่างกันอย่างไร

เงินจอง คือเงินก้อนเล็ก (มักหลักพันถึงหลักหมื่น) จ่ายเพื่อล็อกสิทธิ์ยูนิตที่ต้องการก่อนทำสัญญา ส่วน เงินมัดจำ คือเงินก้อนใหญ่กว่า (มัก 5–10% ของราคา) จ่ายพร้อมการเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย เพื่อผูกพันทั้งสองฝ่ายตามกฎหมาย

จุดที่ต้องระวังคือ เงื่อนไขการคืนเงิน — โดยทั่วไปหากผู้ซื้อผิดสัญญา ผู้ขายมีสิทธิริบมัดจำ แต่หากตกลงเงื่อนไข "กู้ไม่ผ่าน คืนเงินมัดจำ" ไว้ในสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ก็จะคุ้มครองผู้ซื้อมือใหม่ได้มาก อย่าเชื่อคำพูดปากเปล่าเด็ดขาด

อ่านสัญญาก่อนเซ็น จุดที่ต้องตรวจ

สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มักยาวหลายสิบหน้า ทั้งในกรณีซื้อมือหนึ่งจากโครงการและซื้อ Resale จากเจ้าของเดิม แต่ละประเภทมีรายละเอียดที่ต่างกัน จุดสำคัญที่ต้องอ่านให้ละเอียด ได้แก่

  • เงื่อนไขการผ่อนดาวน์ — ค่าปรับหากผิดนัดชำระคืออะไร? และระยะเวลาผ่อนดาวน์นานแค่ไหน?
  • กำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ — มีบทปรับผู้ขายหรือผู้พัฒนาหากส่งมอบล่าช้าหรือไม่?
  • พื้นที่ใช้สอยที่ระบุในสัญญา — ตรงกับแบบแปลนจริงหรือเปล่า?
  • เงื่อนไขการยกเลิกสัญญา — หากกู้ไม่ผ่าน จะได้เงินคืนอย่างไร? ภายในระยะเวลาเท่าไร?
  • สำหรับ Resale — ตรวจสอบภาระผูกพันบนโฉนด เช่น จำนอง หรือสิทธิ์การใช้ที่ดิน

คำแนะนำ

หากอ่านแล้วไม่มั่นใจ ควรปรึกษาที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ที่ไว้วางใจได้ก่อนเซ็น SW19 พร้อมช่วยตรวจสอบสัญญาและอธิบายเงื่อนไขให้เข้าใจง่าย โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ขั้นที่ 6 วันโอนกรรมสิทธิ์ เตรียมตัวอย่างไร

วันโอนที่กรมที่ดินมักใช้เวลา 2–4 ชั่วโมง หัวใจของวันนี้คือ "เอกสารครบ + เงินพอ" หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง อาจต้องเลื่อนนัดและเสียทั้งเวลาและค่าปรับ

ค่าใช้จ่ายวันโอน

ค่าใช้จ่ายหลักในวันโอนได้แก่ ค่าธรรมเนียมโอน 2% ของราคาประเมิน ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้ และค่าอากร/ภาษีตามเงื่อนไขของผู้ขาย ในบางปีมีมาตรการรัฐลดค่าโอน-จดจำนองสำหรับทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข ควรเช็คก่อนนัดโอนเสมอ เตรียมแคชเชียร์เช็คและเงินสดเผื่อไว้เล็กน้อย (ตารางค่าโอนฉบับเต็ม วิธีคำนวณ และใครจ่ายอะไร → #34)

เอกสารและขั้นตอนในวันโอน

เอกสารที่ต้องเตรียมขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละบุคคล เช่น สถานะโสด สมรส หย่าร้าง กู้คนเดียว กู้ร่วม หรือซื้อมือสอง เอกสารพื้นฐานที่ต้องเตรียม ได้แก่

  • บัตรประจำตัวประชาชนและสำเนา (ทุกกรณี)
  • หนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย
  • หนังสืออนุมัติสินเชื่อจากธนาคาร
  • เงินค่าโอน ค่าจดจำนอง และค่าธรรมเนียมต่างๆ (เตรียมเผื่อเล็กน้อย)

หมายเหตุสำคัญ

หากกู้ร่วม จำเป็นต้องมีผู้กู้ร่วมมาแสดงตนทุกคนในวันโอน ผู้ที่มีสถานะสมรสหรือหย่าร้างอาจต้องเตรียมเอกสารเพิ่มเติม เช่น ทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า หรือหนังสือยินยอมคู่สมรส ควรสอบถามรายละเอียดล่วงหน้าเพื่อให้วันโอนราบรื่น

(ขั้นตอนที่กรมที่ดินแบบละเอียดทีละสเต็ป → #27)

ข้อผิดพลาดที่มือใหม่ซื้อบ้านมักเจอ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของคนซื้อบ้านหลังแรกคือ กู้เต็มเพดานโดยไม่เผื่อค่าใช้จ่ายแฝง ตามด้วยอีก 5 ข้อที่เจอซ้ำๆ ได้แก่

  1. ดูบ้านก่อนเช็คเครดิต — เจอบ้านที่ใช่แล้วค่อยรู้ว่ากู้ไม่ผ่าน เสียทั้งเวลาและเงินจอง
  2. เทียบดอกเบี้ยแค่ปีแรก — โปรปีแรกถูก แต่เฉลี่ย 3 ปีแพงกว่าธนาคารอื่น
  3. วางมัดจำโดยไม่มีเงื่อนไข "กู้ไม่ผ่าน คืนเงิน" — เงื่อนไขนี้ต้องเขียนในสัญญาเท่านั้น
  4. ลืมงบตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ — โดยเฉลี่ยมักใช้เพิ่มอีก 5–15% ของราคาบ้าน
  5. ไม่ไปดูทำเลในชั่วโมงเร่งด่วน — รถติด เสียงดัง หรือน้ำท่วมขัง มักไม่อยู่ในโบรชัวร์
  6. เซ็นสัญญาโดยไม่อ่านเงื่อนไขยกเลิก — เมื่อมีปัญหาจึงรู้ว่าถอนตัวไม่ได้โดยไม่เสียเงิน

คำถามที่พบบ่อย

ซื้อบ้านหลังแรกต้องมีเงินเก็บเท่าไร?

อย่างน้อย 5–10% ของราคาบ้านสำหรับค่าใช้จ่ายแฝง แม้จะกู้ได้ 100% ก็ตาม เช่น บ้านราคา 3 ล้าน ควรมีเงินเก็บราว 150,000–300,000 บาท

เงินเดือนเท่าไรถึงกู้ซื้อบ้าน 3 ล้านได้?

หลักคร่าวๆ คือผ่อนล้านละประมาณ 7,000 บาท/เดือน บ้าน 3 ล้านจึงผ่อนราว 21,000 บาท/เดือน ซึ่งควรมีรายได้ราว 50,000 บาทขึ้นไป (DSR ไม่เกิน 40% และไม่มีหนี้ก้อนอื่น)

กู้ไม่ผ่านจะได้เงินจอง-เงินมัดจำคืนไหม?

ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในสัญญา หากระบุไว้ว่า "กู้ไม่ผ่าน คืนเงิน" จะได้คืนตามนั้น ถ้าไม่ได้ระบุ ผู้ขายมีสิทธิริบได้ ดังนั้นต้องตรวจเงื่อนไขนี้ก่อนเซ็นทุกครั้ง

ซื้อคอนโดหรือบ้านดีกว่ากันสำหรับหลังแรก?

ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และงบ — คอนโดเหมาะกับคนทำงานในเมืองที่เน้นเดินทางสะดวก บ้าน/ทาวน์โฮมเหมาะกับครอบครัวที่ต้องการพื้นที่ ลองเทียบจากงบผ่อนต่อเดือนและเวลาเดินทางเป็นหลัก

ควรเริ่มเตรียมตัวล่วงหน้านานแค่ไหน?

อย่างน้อย 6 เดือน — ตรวจเครดิตบูโร (เผื่อเวลาแก้ไข 30–90 วัน) ปิดหนี้ย่อย เก็บเงินดาวน์ และศึกษาทำเล

บทสรุป

บ้านหลังแรกที่ดีที่สุดไม่ใช่บ้านที่สวยที่สุดในงบ แต่คือบ้านที่คุณอยู่อาศัยได้ยาวนาน 10–20 ปีโดยไม่ต้องเครียดเรื่องเงินในทุกๆ เดือน หากคุณเตรียมตัวครบทั้ง 6 ขั้นตอน โอกาสที่บ้านหลังนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นคงระยะยาวก็มีสูงมาก

สำหรับ SW19 เราเชื่อว่าก้าวแรกของการซื้อบ้านควรเริ่มต้นด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ความกังวล เราจึงตั้งใจสรุปข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเป็น "เพื่อนคู่คิด" ที่ช่วยให้คุณก้าวผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนได้อย่างสบายใจ และหากมีเรื่องไหนที่คุณต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม พวกเราก็ยินดีพร้อมช่วยเหลือและให้คำปรึกษาเสมอ

แชร์บทความ

LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง