
เช่าบ้าน 2569 คู่มือเช่าบ้าน-ทาวน์โฮม เอกสาร ค่าเช่า เงินประกัน และสัญญา
การเช่าบ้านหรือทาวน์โฮมต้องเตรียม 3 อย่างให้พร้อม คือ เอกสารยืนยันตัวตนและรายได้ เงินก้อนแรกราว 2-3 เท่าของค่าเช่ารายเดือน และเวลาไปดูบ้านจริงพร้อมเช็กลิสต์ ต่างจากการเช่าคอนโดตรงที่บ้านไม่มีนิติบุคคลคอยดูแลส่วนกลางให้ ผู้เช่าจึงต้องตกลงให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าใครรับผิดชอบค่าส่วนกลางหมู่บ้าน ค่าซ่อมแซม สวน และปั๊มน้ำ เพราะสิ่งเหล่านี้คือต้นตอข้อพิพาทที่พบบ่อยที่สุดของการเช่าบ้าน
บทความนี้รวมทุกอย่างที่ผู้เช่าบ้านต้องรู้ก่อนเซ็นสัญญา ตั้งแต่เอกสารที่ต้องเตรียม งบค่าเช่าตามประเภทบ้านและทำเล เงินประกันที่เก็บได้จริงตามกฎหมาย เช็กลิสต์ดูบ้าน ไปจนถึงสิทธิและหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้กับสัญญาเช่าทุกฉบับ
เช่าบ้านต้องเตรียมอะไรบ้าง
เตรียม 3 ชุด คือ เอกสารยืนยันตัวตน เอกสารแสดงรายได้ และเงินก้อนแรก เจ้าของบ้านหรือเอเจนต์ส่วนใหญ่ตัดสินใจจากความสามารถในการจ่ายค่าเช่าต่อเนื่อง ยิ่งเตรียมเอกสารครบตั้งแต่วันแรกที่ไปดูบ้าน ยิ่งได้เปรียบเวลามีผู้สนใจหลายราย โดยเฉพาะบ้านทำเลดีที่มักถูกจองภายในไม่กี่วัน
| กลุ่มผู้เช่า | เอกสารที่ต้องเตรียม |
|---|---|
| คนไทย พนักงานประจำ | บัตรประชาชน · สำเนาทะเบียนบ้าน · สลิปเงินเดือน 1-3 เดือน หรือหนังสือรับรองการทำงาน · statement บัญชี 3-6 เดือน |
| เจ้าของกิจการ/ฟรีแลนซ์ | บัตรประชาชน · หนังสือรับรองบริษัท (ถ้ามี) · statement บัญชี 6 เดือน · เอกสารเสียภาษี ภ.ง.ด.90/91 |
| ชาวต่างชาติ | พาสปอร์ต · วีซ่าที่ยังไม่หมดอายุ · ใบอนุญาตทำงาน (ถ้าทำงานในไทย) · หลักฐานรายได้หรือหนังสือรับรองจากนายจ้าง |
| ครอบครัว/ผู้เช่าร่วม | เอกสารของผู้เช่าหลักครบชุด และบัตรประชาชนของผู้อยู่อาศัยร่วมทุกคน (เจ้าของมักขอเพื่อความปลอดภัย) |
ถ้าผู้เช่าเป็นชาวต่างชาติ มีเรื่องที่ต้องรู้เพิ่มคือ เจ้าบ้านหรือผู้ครอบครองเคหสถานมีหน้าที่แจ้งที่พักคนต่างด้าว (แบบ ตม.30) ต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เข้าพัก หน้าที่นี้เป็นของเจ้าของบ้าน แต่ผู้เช่าควรถามให้แน่ใจว่าเจ้าของแจ้งแล้ว เพราะเอกสารการแจ้ง ตม.30 มักถูกขอใช้ประกอบการต่อวีซ่าหรือขอใบถิ่นที่อยู่ในภายหลัง
สำหรับเงินก้อนแรก ธรรมเนียมตลาดคือค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือน บวกเงินประกัน 1-2 เดือน รวมเป็นประมาณ 2-3 เท่าของค่าเช่ารายเดือน บ้านและทาวน์โฮมชานเมืองหลายรายเก็บแค่ 2 เดือน ขณะที่บ้านทำเลในเมืองหรือบ้านตกแต่งครบมักเก็บเต็ม 3 เดือน
งบค่าเช่าและเงินประกัน ต้องเตรียมเท่าไร
ค่าเช่าบ้านและทาวน์โฮมในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลกระจายตัวกว้างมาก ตั้งแต่หลักหมื่นต้นสำหรับทาวน์โฮมชานเมือง ไปจนถึงหลักแสนสำหรับบ้านเดี่ยวย่านสุขุมวิท-สาทร ตัวแปรที่กำหนดราคามากที่สุดคือระยะห่างจากรถไฟฟ้าและถนนสายหลัก รองลงมาคือขนาดที่ดิน จำนวนห้องนอน และมีเฟอร์นิเจอร์ครบหรือไม่
| ประเภท / ทำเล | ช่วงค่าเช่าต่อเดือนที่พบบ่อย |
|---|---|
| ทาวน์โฮม ชานเมือง-ปริมณฑล (รังสิต บางนาตอนปลาย ราชพฤกษ์ตอนนอก) | 8,000-20,000 |
| ทาวน์โฮม ในเมือง/ใกล้รถไฟฟ้า | 20,000-45,000 |
| บ้านแฝด ชานเมือง | 15,000-35,000 |
| บ้านเดี่ยว ชานเมือง-ปริมณฑล | 25,000-60,000 |
| บ้านเดี่ยวในหมู่บ้านระดับกลาง-บน โซนรามอินทรา แจ้งวัฒนะ ศรีนครินทร์ | 40,000-90,000 |
| บ้านเดี่ยวใจกลางเมือง (สุขุมวิท ทองหล่อ สาทร) | 80,000-200,000 ขึ้นไป |
ตัวเลขข้างต้นเป็นช่วงราคาที่พบในประกาศให้เช่าช่วงปี 2569 ไม่ใช่สถิติทางการ ให้ใช้เป็นกรอบตั้งงบก่อนไปดูของจริง เพราะบ้านหลังเดียวกันในหมู่บ้านเดียวกันอาจต่างกันหลักหมื่นตามสภาพและเฟอร์นิเจอร์
ตัวอย่างการคำนวณเงินก้อนแรก: เช่าทาวน์โฮมค่าเช่า 18,000 บาท/เดือน เงื่อนไขประกัน 2 เดือน + ล่วงหน้า 1 เดือน
| รายการ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| ค่าเช่าล่วงหน้าเดือนแรก | 18,000 |
| เงินประกัน 2 เดือน (ได้คืนเมื่อครบสัญญา) | 36,000 |
| ค่าโอน/เปลี่ยนชื่อมิเตอร์ (ถ้ามี) | 0-2,000 |
| ค่าทำความสะอาดก่อนเข้าอยู่ (ถ้าตกลงกัน) | 1,500-4,000 |
| รวมเงินก้อนแรกโดยประมาณ | 55,500-60,000 |
สิ่งที่คนมักลืมคือค่าใช้จ่ายรายเดือนนอกเหนือค่าเช่า ได้แก่ ค่าน้ำ-ค่าไฟที่บ้านใช้มากกว่าคอนโดเพราะพื้นที่ใหญ่และมีแอร์หลายตัว ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าคนสวนหรือค่าดูแลสระ (ถ้ามี) และค่าส่วนกลางหมู่บ้านซึ่งต้องตกลงกันให้ชัดว่าใครจ่าย รวมแล้วควรกันงบเพิ่มจากค่าเช่าอีกราว 10-20% ต่อเดือน
เช่าบ้านต่างจากเช่าคอนโดยังไง
ความต่างสำคัญคือบ้านไม่มีนิติบุคคลดูแลส่วนกลางและงานซ่อมให้ ทุกอย่างต้องคุยตรงกับเจ้าของ คอนโดมีช่างส่วนกลาง มีรปภ. 24 ชั่วโมง และมีระเบียบนิติบุคคลเป็นกรอบอยู่แล้ว ส่วนบ้านเช่าอิสระกว่าแต่ภาระดูแลตกอยู่กับผู้เช่ามากกว่า ตารางนี้เทียบให้เห็นก่อนตัดสินใจ
| ประเด็น | เช่าบ้าน/ทาวน์โฮม | เช่าคอนโด |
|---|---|---|
| พื้นที่ใช้สอยต่อค่าเช่า | ได้มากกว่ามาก มีหลายชั้น มีที่จอดรถส่วนตัว | จำกัด ที่จอดตามโควตาโครงการ |
| ส่วนกลาง | บางหมู่บ้านมีสโมสร/สระ บางหมู่บ้านไม่มี | ฟิตเนส สระ รปภ. ครบเกือบทุกที่ |
| งานซ่อม | ต้องแจ้งเจ้าของโดยตรง ไม่มีช่างส่วนกลาง | มีช่างนิติฯ ช่วยงานพื้นฐาน |
| ค่าน้ำ-ค่าไฟ | จ่ายตามมิเตอร์การไฟฟ้า-การประปาโดยตรง เรตมาตรฐาน | บางอาคารคิดเรตของนิติฯ ซึ่งสูงกว่าการไฟฟ้า |
| สัตว์เลี้ยง | ยืดหยุ่นกว่ามาก แล้วแต่เจ้าของ | ส่วนใหญ่ห้ามตามระเบียบนิติฯ |
| ความเป็นส่วนตัว/เสียง | สูงกว่า ไม่มีเพื่อนบ้านติดผนัง (ยกเว้นทาวน์โฮม) | ขึ้นกับห้องข้างเคียง |
| งานดูแลประจำ | สวน หญ้า ปั๊มน้ำ ถังบำบัด ต้องมีคนดูแล | แทบไม่มี |
| เดินทาง | มักต้องมีรถ | ส่วนใหญ่ติดหรือใกล้รถไฟฟ้า |
สรุปง่ายๆ คือ ถ้าอยู่คนเดียวหรือสองคนและทำงานในเมือง คอนโดคุ้มกว่าเรื่องเวลาเดินทาง แต่ถ้าอยู่กันเป็นครอบครัว มีเด็ก มีสัตว์เลี้ยง มีรถ หรือทำงานที่บ้าน บ้านเช่าให้พื้นที่ต่อบาทที่ดีกว่าชัดเจน ถ้ากำลังเทียบสองทางเลือกนี้อยู่ อ่านฝั่งคอนโดเพิ่มได้ที่ คู่มือเช่าคอนโด 2569
เช็กลิสต์ดูบ้านก่อนเซ็นสัญญา
ตรวจ 3 กลุ่ม คือ ระบบน้ำ-ไฟ สภาพตัวบ้านและงานต่อเติม และสภาพแวดล้อมรอบบ้าน ข้อได้เปรียบของการเช่าคือถ้าเจอปัญหาก่อนเซ็น สามารถขอให้เจ้าของแก้ก่อนเข้าอยู่หรือใช้ต่อรองค่าเช่าได้ทันที แต่ถ้าเซ็นแล้วเพิ่งเจอ การเจรจาจะยากขึ้นมาก
- ระบบน้ำ — เปิดก๊อกทุกจุดพร้อมกันดูแรงดัน ทดสอบปั๊มน้ำว่าทำงานปกติและเสียงไม่ดัง เช็กว่ามีแท็งก์น้ำสำรองไหม (สำคัญมากในโซนที่น้ำไหลอ่อนช่วงเย็น) กดชักโครกทุกตัว ดูการระบายของท่อในห้องน้ำและซิงก์
- ระบบไฟ — เปิดแอร์ทุกตัวทิ้งไว้ 10-15 นาทีดูว่าเย็นจริงและไม่มีน้ำหยด ทดสอบปลั๊กทุกจุด ดูตู้ควบคุมไฟว่ามีเบรกเกอร์กันดูดหรือไม่ ถามว่าแอร์ล้างครั้งล่าสุดเมื่อไร
- รอยรั่ว-ความชื้น — คราบน้ำบนฝ้าเพดานชั้นบน ผนังห้องน้ำ ใต้ซิงก์ครัว และรอยด่างตามผนังชั้นล่างที่บ่งบอกความชื้นขึ้น
- งานต่อเติมและโครงสร้าง — ครัวหลังบ้านหรือหลังคาโรงจอดรถที่ต่อเติมมักมีรอยแยกจากตัวบ้าน ให้ดูว่ารั่วเวลาฝนตกไหม และถามว่าเคยซ่อมอะไรมาบ้าง
- ปลวกและสัตว์รบกวน — เคาะวงกบไม้ บันไดไม้ ดูรอยดินปลวกตามฐานราก และถามประวัติการทำระบบกำจัดปลวก
- น้ำท่วมและการระบายน้ำ — ถามเพื่อนบ้านหรือ รปภ. หมู่บ้านตรงๆ ว่าซอยนี้เคยท่วมไหม สูงแค่ไหน ปีล่าสุดเมื่อไร ข้อมูลนี้เจ้าของมักไม่บอกเอง
- ความปลอดภัยและสภาพแวดล้อม — ไปดูซ้ำอย่างน้อย 2 ช่วงเวลา ทั้งกลางวันและหลังเลิกงาน ดูไฟทางเดิน กล้องวงจรปิด รปภ. และการจอดรถในซอย
- เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า — ถ่ายรูปทุกชิ้นพร้อมสภาพจริงในวันรับบ้าน ทำเป็นบัญชีทรัพย์สินแนบท้ายสัญญา ป้องกันข้อพิพาทตอนคืนเงินประกัน
ข้อแนะนำสำคัญคือ ให้ถ่ายวิดีโอเดินรอบบ้านทั้งหลังในวันรับมอบ พร้อมถ่ายเลขมิเตอร์น้ำและมิเตอร์ไฟให้ชัด เก็บไว้เป็นหลักฐานคู่กับบันทึกสภาพบ้านที่แนบท้ายสัญญา ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที แต่ช่วยยุติข้อพิพาทเรื่องเงินประกันได้เกือบทั้งหมด
สัญญาเช่าและสิทธิผู้เช่าที่ต้องรู้
สัญญาเช่าที่ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ใช้ฟ้องร้องบังคับคดีได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 และถ้าสัญญาเช่ามีกำหนดเกิน 3 ปี ต้องนำไปจดทะเบียนการเช่าที่สำนักงานที่ดินด้วย มิฉะนั้นจะบังคับกันได้เพียง 3 ปีแรกเท่านั้น ส่วนการเช่าอสังหาริมทรัพย์กำหนดได้สูงสุดไม่เกิน 30 ปีต่อหนึ่งสัญญา
สิทธิและหน้าที่หลักที่กฎหมายกำหนดไว้ แม้สัญญาจะไม่ได้เขียนก็ใช้บังคับ
| ประเด็น | หลักกฎหมาย | ความหมายในทางปฏิบัติ |
|---|---|---|
| หน้าที่ซ่อมของเจ้าของ | ป.พ.พ. ม.547 | ผู้ให้เช่าต้องส่งมอบและรักษาทรัพย์ให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ตลอดอายุสัญญา งานใหญ่อย่างหลังคารั่ว ท่อแตก ปั๊มน้ำเสีย โดยหลักเป็นภาระเจ้าของ |
| ซ่อมเล็กน้อยของผู้เช่า | ป.พ.พ. ม.550 | การบำรุงรักษาเล็กน้อยจากการใช้งานปกติ เช่น เปลี่ยนหลอดไฟ ลูกบิด ยางก๊อก เป็นภาระผู้เช่าตามที่สัญญาระบุ |
| ทรัพย์ชำรุดจนอยู่ไม่ได้ | ป.พ.พ. ม.553 และหลักทั่วไป | ถ้าบ้านชำรุดจนใช้ประโยชน์ไม่ได้โดยไม่ใช่ความผิดผู้เช่า ผู้เช่าเรียกให้ซ่อม ขอลดค่าเช่า หรือบอกเลิกสัญญาได้ |
| สัญญาเกิน 3 ปี | ป.พ.พ. ม.538 | ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน ไม่งั้นบังคับได้แค่ 3 ปี |
| เจ้าของขายบ้านระหว่างสัญญา | ป.พ.พ. ม.569 | สัญญาเช่าไม่ระงับเพราะโอนกรรมสิทธิ์ เจ้าของใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเดิม (กรณีสัญญาที่มีผลผูกพัน) |
สำหรับสัญญาเช่าเกิน 3 ปีที่ต้องจดทะเบียน มีค่าใช้จ่ายที่สำนักงานที่ดินคือค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการเช่า 1% ของค่าเช่าตลอดอายุสัญญา (รวมเงินกินเปล่าถ้ามี) และค่าอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรอีก 1 บาทต่อค่าเช่าทุก 1,000 บาท (0.1%) ตลอดอายุสัญญา เช่น เช่า 5 ปี เดือนละ 30,000 บาท คิดเป็นค่าเช่ารวม 1,800,000 บาท จะมีค่าธรรมเนียมจดทะเบียนราว 18,000 บาท และอากรแสตมป์ราว 1,800 บาท ซึ่งปกติตกลงกันว่าใครออกหรือคนละครึ่ง
เนื้อหาเรื่องเงื่อนไขในสัญญาที่ควรระวัง ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม การหักเงินประกัน และวิธีเจรจาเมื่อมีข้อพิพาท เราเขียนไว้ละเอียดแล้วในคู่มือเฉพาะ อ่านต่อได้ที่ สัญญาเช่าบ้าน-คอนโด 2569 จุดที่ต้องเช็กก่อนเซ็น ซึ่งมีแบบฟอร์มสัญญาเช่าให้ดาวน์โหลดฟรีด้วย
กฎหมายคุ้มครองผู้เช่าฉบับใหม่ ใช้กับบ้านเช่าหลังไหนบ้าง
ใช้เฉพาะกับผู้ให้เช่าที่ทำเป็นธุรกิจและมีสถานที่ให้เช่าตั้งแต่ 3 หน่วยขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นห้องพัก บ้าน ทาวน์โฮม หรือห้องชุดก็เข้าข่ายทั้งหมด ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 (ราชกิจจานุเบกษา 6 มิถุนายน 2568 มีผลบังคับใช้ 4 กันยายน 2568) ซึ่งยกเลิกและใช้แทนประกาศฉบับเดิมที่กำหนดเกณฑ์ไว้ที่ 5 หน่วย ดังนั้นเกณฑ์ปัจจุบันคือ 3 หน่วยขึ้นไป
| เรื่อง | สิ่งที่กฎหมายกำหนด |
|---|---|
| ผู้ที่อยู่ใต้บังคับ | ผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยตั้งแต่ 3 หน่วยขึ้นไป (ไม่รวมหอพักตามกฎหมายหอพัก และโรงแรม) |
| เงินประกัน + ค่าเช่าล่วงหน้า | สัญญาไม่เกิน 3 ปี รวมกันต้องไม่เกิน 3 เท่าของค่าเช่ารายเดือน · สัญญาเกิน 3 ปีถึง 30 ปี รวมกันไม่เกิน 1 เท่าของค่าเช่ารายปี |
| การคืนเงินประกัน | ต้องคืนภายใน 7 วันนับแต่สัญญาสิ้นสุดและผู้ให้เช่าได้กลับเข้าครอบครองอาคาร (กรณีไม่มีความเสียหายจากผู้เช่า) |
| ค่าน้ำ-ค่าไฟ | เก็บเกินอัตราที่การไฟฟ้า/การประปาเรียกเก็บจากผู้ประกอบธุรกิจไม่ได้ |
| ผู้เช่าบอกเลิกก่อนกำหนด | ทำได้โดยแจ้งเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน และต้องอยู่อาศัยมาแล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของอายุสัญญา |
ประเด็นสำคัญที่คนเช่าบ้านต้องเข้าใจคือ เจ้าของบ้านทั่วไปที่ปล่อยเช่าเพียง 1-2 หลัง ไม่เข้าข่ายกฎหมายนี้ ซึ่งเป็นกรณีของบ้านและทาวน์โฮมให้เช่าส่วนใหญ่ในตลาด กรณีนี้ต้องยึดตามที่ตกลงกันในสัญญาและหลักทั่วไปของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แทน ดังนั้นถ้าเจ้าของขอเงินประกันเกิน 2 เดือนหรือเขียนเงื่อนไขริบเงินประกันแบบกว้างๆ ผู้เช่ามีสิทธิเจรจาขอแก้ไขตั้งแต่ก่อนเซ็น เพราะไม่มีเพดานตามกฎหมายมาช่วยคุ้มครองในกรณีนี้ ส่วนถ้าเช่าจากผู้ประกอบการที่มีบ้านเช่าหลายหลังหรือหมู่บ้านให้เช่า ให้ยึดเพดานตามตารางข้างต้นได้เลย
ค่าใช้จ่ายที่มักเถียงกัน ใครจ่ายอะไร
สามเรื่องที่ทะเลาะกันบ่อยที่สุดของการเช่าบ้านคือ ค่าส่วนกลางหมู่บ้าน ค่าซ่อมของใหญ่ และค่าดูแลสวน-สระ ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดตายตัวว่าใครต้องจ่าย จึงต้องเขียนไว้ในสัญญาให้ชัด ธรรมเนียมตลาดที่ใช้กันมากที่สุดสรุปได้ตามตารางนี้
| รายการ | ธรรมเนียมที่ใช้กันทั่วไป |
|---|---|
| ค่าส่วนกลางหมู่บ้าน | เจ้าของบ้านจ่าย (เพราะผูกกับกรรมสิทธิ์) แต่ต้องระบุในสัญญา บางรายผลักให้ผู้เช่าจ่ายแทน ให้เจรจาแลกกับค่าเช่าที่ต่ำลง |
| ค่าน้ำ-ค่าไฟ | ผู้เช่าจ่ายตามมิเตอร์จริงของการประปา/การไฟฟ้า |
| ค่าซ่อมโครงสร้าง หลังคา ท่อประปาหลัก ปั๊มน้ำ | เจ้าของบ้าน (ตาม ป.พ.พ. ม.547) |
| ค่าซ่อมของเล็กจากการใช้งาน หลอดไฟ ลูกบิด | ผู้เช่า มักกำหนดเพดานในสัญญา เช่น ไม่เกิน 2,000 บาทต่อครั้ง ผู้เช่ารับ เกินกว่านั้นเจ้าของรับ |
| ล้างแอร์ | ผู้เช่าจ่าย โดยทั่วไปปีละ 1-2 ครั้ง (ระบุความถี่ในสัญญา) |
| ค่าดูแลสวน/ตัดหญ้า/สระว่ายน้ำ | แล้วแต่ตกลง บ้านหรูมักรวมค่าคนสวนไว้ในค่าเช่าแล้ว บ้านทั่วไปผู้เช่าดูแลเอง |
| ประกันภัยตัวบ้าน | เจ้าของ ส่วนทรัพย์สินของผู้เช่าให้ทำประกันเอง |
| ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง | เจ้าของ (เป็นภาระของผู้ถือกรรมสิทธิ์) |
อีกเรื่องที่คนเช่าในนามบริษัทต้องรู้คือ ถ้าผู้เช่าเป็นนิติบุคคล จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% จากค่าเช่าทุกงวด แล้วนำส่งกรมสรรพากรพร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้เจ้าของบ้าน ส่วนเจ้าของบ้านมีหน้าที่นำค่าเช่าไปรวมเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 ในการยื่นภาษีประจำปี จุดนี้ควรตกลงกันตั้งแต่ต้นว่าราคาที่คุยกันเป็นราคาก่อนหักหรือหลังหักภาษี เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดตอนโอนเงินงวดแรก
บ้านเช่าแนะนำและวิธีเลือกทำเล
เลือกทำเลบ้านเช่าจากเวลาเดินทางจริงในชั่วโมงเร่งด่วน ไม่ใช่จากระยะทางบนแผนที่ เพราะบ้านเช่าส่วนใหญ่อยู่ในซอยและต้องใช้รถ ระยะ 10 กิโลเมตรอาจใช้เวลา 20 นาทีหรือ 70 นาทีก็ได้ ขึ้นกับเส้นทางและทางออกของหมู่บ้าน แนะนำให้ลองขับหรือนั่งรถจากบ้านไปที่ทำงานในเวลาจริงก่อนตัดสินใจอย่างน้อยหนึ่งรอบ
- ครอบครัวที่มีลูกวัยเรียน — เลือกหมู่บ้านที่อยู่ในรัศมีโรงเรียนที่หมายตาไว้ และมีทางออกสู่ถนนหลักมากกว่าหนึ่งทาง
- คนทำงานในเมืองแต่ต้องการพื้นที่ — โซนที่มีทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้าใกล้เคียง เช่น รามอินทรา-วัชรพล ศรีนครินทร์-บางนา แจ้งวัฒนะ ให้ค่าเช่าคุ้มกว่าย่านใจกลางเมืองมาก
- ทำงานที่บ้าน/มีสัตว์เลี้ยง — เน้นบ้านที่มีพื้นที่นอกบ้าน มีที่จอดรถส่วนตัว และเจ้าของอนุญาตสัตว์เลี้ยงเป็นลายลักษณ์อักษร
- ผู้เช่าระยะยาว 2-3 ปีขึ้นไป — เจรจาขอล็อกค่าเช่าตลอดสัญญาและใส่สิทธิต่อสัญญา (option to renew) ไว้ในสัญญาตั้งแต่แรก
ทีม SW19 มีบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮมให้เช่าหลายทำเลทั่วกรุงเทพฯ-ปริมณฑล พร้อมข้อมูลค่าเช่า ขนาดพื้นที่ จำนวนห้อง และภาพจริงทุกหลัง ดูรายการบ้านให้เช่าทั้งหมดได้ที่ sw19.co.th หรือทักทีมงานให้ช่วยคัดบ้านที่ตรงงบและทำเลที่ต้องการ พร้อมนัดชมบ้านจริง ส่วนเจ้าของบ้านที่อยากปล่อยเช่า ดูวิธีตั้งราคาและทำสัญญาได้ที่ คู่มือปล่อยเช่าคอนโด-บ้าน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เช่าบ้านต้องจ่ายเงินก้อนแรกเท่าไร?
ธรรมเนียมตลาดคือค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือน บวกเงินประกัน 1-2 เดือน รวมประมาณ 2-3 เท่าของค่าเช่ารายเดือน เช่น บ้านค่าเช่า 20,000 บาท เตรียมเงินก้อนแรกราว 40,000-60,000 บาท เงินประกันจะได้คืนเมื่อครบสัญญาและส่งมอบบ้านในสภาพเรียบร้อย โดยเจ้าของหักได้เฉพาะความเสียหายที่เกิดจากผู้เช่าและค่าใช้จ่ายค้างชำระ
ผู้เช่าบ้านต้องจ่ายค่าส่วนกลางหมู่บ้านไหม?
โดยหลักไม่ต้อง เพราะค่าส่วนกลางผูกกับกรรมสิทธิ์ในบ้านซึ่งเป็นของเจ้าของ แต่กฎหมายไม่ได้ห้ามตกลงเป็นอย่างอื่น จึงมีเจ้าของบางรายขอให้ผู้เช่าจ่ายแทนโดยแลกกับค่าเช่าที่ต่ำลง ไม่ว่าจะตกลงแบบไหน ต้องเขียนระบุไว้ในสัญญาให้ชัดเจนเสมอ เพราะถ้าไม่เขียนแล้วเกิดยอดค้าง หมู่บ้านจะไปเรียกเก็บจากเจ้าของ และเจ้าของจะย้อนมาเรียกจากผู้เช่า
เจ้าของเก็บเงินประกัน 3 เดือนได้ไหม ผิดกฎหมายหรือเปล่า?
ขึ้นกับว่าเจ้าของเข้าข่ายเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าหรือไม่ ถ้ามีสถานที่ให้เช่าตั้งแต่ 3 หน่วยขึ้นไป จะอยู่ใต้ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดว่าเงินประกันรวมกับค่าเช่าล่วงหน้าสำหรับสัญญาไม่เกิน 3 ปี ต้องไม่เกิน 3 เท่าของค่าเช่ารายเดือน และต้องคืนเงินประกันภายใน 7 วันหลังสัญญาสิ้นสุดและเจ้าของกลับเข้าครอบครองอาคารแล้ว แต่ถ้าเป็นเจ้าของบ้านทั่วไปที่ปล่อยเช่าแค่ 1-2 หลัง จะไม่อยู่ใต้ประกาศนี้ ต้องยึดตามที่ตกลงกันในสัญญา จึงควรเจรจาเรื่องเพดานเงินประกันและเงื่อนไขการคืนให้ชัดตั้งแต่ก่อนเซ็น
บ้านที่เช่าอยู่ติดจำนองกับธนาคาร มีความเสี่ยงไหม?
เจ้าของยังมีสิทธิให้เช่าได้ตามกฎหมายแม้บ้านจะติดจำนอง ความเสี่ยงคือถ้าเจ้าของผิดนัดชำระจนบ้านถูกบังคับคดีและขายทอดตลาด ผู้เช่าอาจต้องย้ายออกก่อนครบสัญญา วิธีลดความเสี่ยงคือขอดูโฉนดและตรวจสอบชื่อเจ้าของให้ตรงกับบัตรประชาชน สอบถามสถานะการผ่อนตรงๆ และระบุในสัญญาว่าหากเกิดกรณีดังกล่าว เจ้าของต้องคืนเงินประกันและค่าเช่าล่วงหน้าทั้งหมด
สัญญาเช่าบ้านต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินไหม?
ถ้ากำหนดเวลาเช่าไม่เกิน 3 ปี ไม่ต้องจดทะเบียน แค่ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายก็ใช้ฟ้องบังคับได้ แต่ถ้าสัญญาเกิน 3 ปี ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการเช่าที่สำนักงานที่ดิน มิฉะนั้นจะบังคับกันได้เพียง 3 ปีแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 ทั้งนี้การเช่าอสังหาริมทรัพย์กำหนดได้ไม่เกิน 30 ปีต่อหนึ่งสัญญา
เจ้าของขายบ้านระหว่างที่ยังเช่าอยู่ ต้องย้ายออกไหม?
ไม่ต้อง หากสัญญาเช่ายังมีผลผูกพัน เพราะการโอนกรรมสิทธิ์ไม่ทำให้สัญญาเช่าระงับ ผู้ซื้อคนใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้เช่าเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 สิ่งที่ควรทำคือเก็บสัญญาเช่าฉบับจริงและหลักฐานการโอนค่าเช่าไว้ให้ครบ เพื่อยืนยันสิทธิกับเจ้าของใหม่
ค่าซ่อมแอร์เสีย ท่อรั่ว ใครจ่าย?
ถ้าเป็นความเสียหายจากการเสื่อมสภาพตามปกติหรือระบบหลักของบ้าน เช่น ท่อประปารั่ว หลังคารั่ว ปั๊มน้ำเสีย เป็นหน้าที่ของเจ้าของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 547 ส่วนการบำรุงรักษาเล็กน้อยจากการใช้งานปกติ เช่น หลอดไฟ ลูกบิด ล้างแอร์ เป็นภาระผู้เช่า วิธีตัดปัญหาคือกำหนดเพดานค่าซ่อมไว้ในสัญญาให้ชัด เช่น ไม่เกิน 2,000 บาทต่อครั้งผู้เช่ารับผิดชอบ เกินกว่านั้นเจ้าของรับผิดชอบ
สรุป: เช่าบ้านให้ราบรื่น ตกลงให้ชัดตั้งแต่ก่อนเซ็น
หัวใจของการเช่าบ้านคือ เตรียมเอกสารให้ครบ กันเงินก้อนแรก 2-3 เท่าของค่าเช่า ตรวจระบบน้ำ-ไฟและงานต่อเติมให้ละเอียด และเขียนให้ชัดในสัญญาว่าใครจ่ายค่าส่วนกลาง ค่าซ่อม และค่าดูแลสวน เพราะบ้านไม่มีนิติบุคคลมาเป็นกันชนเหมือนคอนโด ทุกอย่างจึงขึ้นกับข้อตกลงระหว่างคุณกับเจ้าของโดยตรง
อย่าลืมถ่ายวิดีโอสภาพบ้านและเลขมิเตอร์ในวันรับมอบ ทำบัญชีทรัพย์สินแนบท้ายสัญญา และถ้าจะเช่าเกิน 3 ปีต้องจดทะเบียนการเช่าที่สำนักงานที่ดิน ก่อนเซ็นให้อ่านจุดตรวจในสัญญาอีกรอบที่ คู่มือสัญญาเช่า 2569 แล้วเริ่มดูบ้านให้เช่าจริงได้ที่ sw19.co.th


